วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ขั้นตอนการสร้างห้อง ใน warcraft DOTA โดยไม่ต้องเป็น VIP windows 7

ไม่ได้เล่น Warcraft DOTA ซะนาน พอกลับมาเล่นอีกครั้ง ก็เลยหาวิธีสร้างห้องใหม่อีก ที่ต่างจากเดิมคือ ไม่รู้ว่าใช้ windows 7 แล้วมันเซ็ตต่างไปจากเดิมหรือเปล่า แต่พอทำๆดูแล้วไม่ค่อยต่างเท่าไร ไหนๆก็ไหนๆละ เลยเขียนลงบล๊อกไว้จะได้ไม่ต้องมานั่ง เซิร์จหาเอา ขั้นตอนก็ forward port ของ router ของผมใช้ D-LINK DSL-2640T ขั้นตอนนี้ทำใน windows 7 ซึ่งถ้าใครใช้ windows XP ก็แทบไม่ต่างกัน ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าความรู้เรื่อง LAN IP หรือการ set router อะไรนี่งูๆปลาๆมาก แต่ที่โพสคือขั้นตอนทั้งหมดที่ทำแล้วคลีเอทห้องใน DOTA เล่นได้เท่านั้นเอง


เขียนเป็นข้อๆเลย

1  ปิด firewall ของ windows 7 ก่อน จริงๆสามารถเลือกให้ firewall มันยกเว้นได้แต่ถ้าไม่รุ้ว่าจะให้มันยกเว้นอันไหน ก็ปิดมันไปเลยตอนเล่นเกมส์ เข้าไปที่ Start>control panel>windows firewall ตามภาพ กด turn windows firewall on off จากนั้นก็ปิดมันให้หมดไปเลย เด๋วค่อยเปิดตอนเล่นเสร็จ ^^




2  ในส่วนของ windows 7 เสร็จสิ้นเพียงแค่นี้ละ ทีนี้มาต่อที่ router  ของผมนั้นรุ่นคลาสสิค D-LINK DSL-2640T จากนั้นกดเปิดหน้าต่าง เวปเบราซ์เซอร์ ขึ้นมาพิมพ์ //192.168.1.1 มันจะขึ้นมาให้ใส่ user name กับ password ถ้าดั้งเดิมเลยก็พิมพ์ admin ใน user name ส่วนพาสเวิร์ดก็ admin ไม่ได้ลอง 1234 ไม่ได้ลอง administrator ถ้าไม่ได้อีกโทรหาคนซื้อ router ว่ารหัสอะไร ไม่ก็คู่มืออยู่ไหน



3 พอเข้ามาที่หน้าจอ ของ D-LINK DSL-2640T ละ ไปที่ แท็ป advanced>Lan Clients ตรง IP Address  พิมพ์ IP เครื่องเราลงไป ในที่นี้ของผมคือ 192.168.1.2 HOSTNAME ใส่อะไรไปก็ได้ แต่ถ้ากลัวลืมก็ใส่ชื่อไปผมใส่ DOTA กด Add แล้ว Apply ไป
 


 4  ทีนี้ไปเลือกที่ Virtual Server LAN IP เลือก IP ที่เราพิมพ์ไปตอนข้อ 3 ตรง category เลือก User กด add จากนั้นใส่ Dota ไปกด apply เขียวๆข้างล่างก่อนหนึ่งที






5 ถ้ากดแอดไปแล้วเด้งมาหน้านี้ไม่ต้องตกใจ  ตรง Port Start ใส่ 6112  Port End ใส่ 6120 Port Map Port Map End ใส่เหมือนกันเลยตามลำดับ กด Apply ไปหนึ่งที





6  ทีนี้กด Add  ตรงกลางให้ Dota ปรากฏที่ช่องขวาตามรูป




7  ไปที่ Tool > System กดเซฟข้างล่างเป็นอันเสร็จในส่วนของ router




8 ขั้นตอนสุดท้ายเปิดเกมส์มาเลยเข้าไปปุ๊ป ไปที่ กด Option ปุ่มใกล้ๆ กับตอนที่จะเข้าไปเลือกห้องทำสงคราม (Local area network) เลือก Gameplay ข้างล่างๆจะมีช่องให้ใส่พอร์ทอยู่ Default มันจะเป็น 6112 ถ้าเป็นก็เคละ ไปสร้างห้องตีกันได้เลย แต่ถ้าไม่เป็นก็ใส่เลขลงไประหว่า 6112-6120 ที่เราใส่ใน พอร์ท ข้อห้า ผมใช้ 6118 เป็นอันเสร็จพิธี

9 ใครที่ใช้ router รุ่นอื่นยี่ห้ออื่นนั้นหลักการก็ประมาณเดียวกัน เซ็ต พอร์ทให้ไอพีเครื่องที่เราจะเอาไปคลีเอท แล้วเอาพอร์ทนั้นไปใส่ในเกมส์ อย่าลืมปิด firewall และ antivirus ด้วย ปิดไปเลยจะเล่นเกมส์ให้มันไปพักก่อน คอมพิวเตอร์ไม่โกรธ เล่นเสร็จก็ค่อยเรียกมันมาทำงาน







วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 13 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : ถึงเขาเหลียงซาน อวสาน

สิ่งที่ปิ๊งป่องได้เจอ เป็นบทความของนักคิดท่านหนึ่ง "การนำช้างซึ่งเป็น!ใหญ่ และมีพละกำลังมาก มาทำให้เชื่องนั้นไม่ใช่เรื่องยาก" ปิ๊งป่องเล่าทั้งๆ ที่คนขับเกวียนไม่อยากฟัง "เริ่มจากการนำมันมาฝึกตั้งแต่เล็กๆ ผูกขาของมันไว้กับต้นไม้ใหญ่ ให้มันขยับไปไหนไม่ได้ ...ด้วยความที่ลูกช้างยังตัวเล็กและยังมีแรงไม่มาก แม้มันจะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากเชือกที่ผูกมันไว้ สิ่งที่ลูกช้างกำลังถูกสอนคือ มันไม่สามารถหลุดจากเชือกที่ผูกมันไว้ได้ และมันไม่อาจจะทำอะไรสำเร็จได้ด้วยตัวมันเอง" ปิ๊งป่องเล่าต่อว่า "กระทั่งมันโตขึ้น แม้เราจะแค่ผูกมันไว้กับกิ่งไม้เล็กๆ มันก็ไม่คิดจะหนีไปไหน เพราะมันไม่เชื่อว่าจะสามารถหลุดจากเชือกที่ผูกมันไว้ได้" สิ่งที่ผูกช้างเอาไว้ไม่ใช่เชือกที่ผูกรัดขาของมัน ทว่าเป็นความคิดที่ถูกผูกเอาไว้จนไม่กล้าที่จะทำอะไรได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับความฝันของคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกพันธนาการไว้ จนไม่กล้าที่จะออกเดินไปตามทางที่ตนเองต้องการจะเดิน ทั้งที่บางทีสิ่งที่มัดเราไว้มันเป็นแค่กิ่งไม้เล็กๆ ที่หักโค่นได้อย่างง่ายดายด้วยพละกำลังแห่งความ มุ่งมั่น ไม่ง่ายนักที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีความฝันที่จะฝ่าฝันไปเดินทางถึงจุดหมาย ของเขา และแม้จะไม่ได้สมบัติ หรือคัมภีร์อะไรติดมือมาเลย แต่เขาไม่ได้ "มือเปล่า" หรอก อย่างน้อยเขาก็ได้รู้ว่าฝันของเขามิได้อยู่ที่ "จุดหมาย" ทว่าอยู่ที่ "กระบวนการ" และ "สมบัติ" ที่เขาเก็บเกี่ยวมาตลอดเส้นทางนั้นก็มีค่ายิ่ง ! ที่ยากกว่าความลำบากของการเดินทางคือ ความกล้าที่จะออกเดินทาง คุณล่ะครับ มีฝันที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำหรือเปล่า...ชีวิตมนุษย์จริงๆ แล้วสั้นนิดเดียวเอง จะรอให้ฝันเป็นจริงเมื่อไหร่กัน ออกเดินทางกันเถอะ ไม่ต้องไปถึงเหลียงซานหรอก เอาแค่ให้หลุดจากนายกิ่งไม้เล็กๆ ที่ผูกเราไว้ก็พอ !


ความดีความชอบขอมอบแด่ คุณใบพัด ผู้จักการรายสัปดาห์แต่งเรื่องดีๆแบบนี้มาให้อ่านกัน

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 13 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : ถึงเขาเหลียงซาน

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : ถึงเขาเหลียงซาน

Friday, July 25, 2003

โดยMGR ONLINE

และแล้วการเดินทางตลอดหลายเดือนของปิ๊งป่องก็สิ้นสุดลง ! "เขาเหลียงซาน" อันเป็นจุดหมายสูงสุด อยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้วตอนนี้ ภาพที่เขาเห็น ต่างจากที่คิดไว้มาก มันหาได้สูงชันเทียมฟ้า หรือหาได้งดงามราวภาพวาดไม่ เหลียงซานที่เขาเห็นเป็นเพียงภูเขาลูกธรรมดาๆ ที่รกไปด้วยพรรณไม้ ทว่าก็งามตามอย่างที่ธรรมชาติสรรสร้างไว้ สิ่งที่เขารับรู้ได้คือ พลังแห่งอุดมการณ์ และความฝันที่ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณนั้น

คนขับเกวียนละทิ้งวิถีแห่งทุ่งนา สู่ความหวังที่จะค้นพบสมบัติ... ปิ๊งป่องละทิ้งครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อตามฝันที่จะได้เหยียบเขา เหลียงซานก่อนวัย 30 จะมาเยือน... ถึงวันนี้ความฝันของทั้งหนุ่มใหญ่ และหนุ่มน้อยก็จะบรรลุเสียที ระหว่างทางขึ้น พวกเขาพบกับร้านค้ามากมายที่มาตั้งขายเหล้ายาปลาปิ้งให้กับนักแสวงโชคที่ขึ้นไปบนนั้นไม่เว้นแต่ละวัน "ให้มันได้อย่างนี้สิ ! ยังอุตส่าห์มีคนมาแสวงหาผลประโยชน์จากนักเดินทางตามฝันอีก ไม่รู้หรือยังไงว่าตัวเองอยู่ใกล้ความฝันขนาดนี้แล้ว" คนขับเกวียนบ่น "บางคนต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเดินทางมาถึงจุดนี้

ขณะที่พออยู่ใกล้ความฝัน พวกนักขายเหล่านั้น กลับไม่คิดที่จะคว้ามันไว้" "อย่าไปว่าเขาเลยท่าน ไม่จำเป็นไม่ใช่หรือ ที่ความฝันของเรากับของเขาจะต้องเป็นสิ่งเดียวกัน" ปิ๊งป่องบอก เดินทางต่อไปอีกราวครึ่งวัน เขาก็สวนกับชายคนหนึ่งที่ลงมาพร้อมกับ!บสมบัติขนาดใหญ่ "เห็นไหมปิ๊งป่อง ข้างบนมีสมบัติอย่างที่ข้าหวังจริงๆ ด้วย" คนขับเกวียนสะกิดให้ปิ๊งป่องดูรถลากของชายคนนั้น พร้อมๆ กับเร่งฝีเกวียนเพื่อถึงจุดหมายอย่างใจระทึก และไม่นานเขาก็พบกับชายหญิงอีกคู่ที่เดินสวนมาพร้อมกับสุดยอดคัมภีร์วิชายุทธ์ "เป็นอย่างที่ข้าว่าไว้ไหม สมบัตินำมาสู่ความร่ำรวย วิทยายุทธ์นำมาสู่ชื่อเสียงเกียรติยศ นักเดินทางที่มาที่นี่จะได้มันไป" คนขับเกวียนพูดไปยิ้มไป

ขณะที่คนเขียนกลับพิมพ์ไปบ่นไป "...ความร่ำรวยก็จะนำไปสู่เกียรติยศ ขณะเดียวกัน เกียรติยศ ก็นำไปสู่ความร่ำรวย ...คนส่วนใหญ่เชื่ออย่างนั้น แต่ลึกๆ แล้ว ปลายทางก็คือความสุขใช่ไหมล่ะ!" เมื่อถึงยอดเขา เขาพบกับ "ถ้ำ" อยู่หลายถ้ำ ที่มีไว้สำหรับให้นักเดินทางเสี่ยงโชคเข้าไปภายใน พวกเขาอธิษฐานแล้วเดินแยกกันเข้าไปในถ้ำ ครึ่งชั่วโมงต่อมา คนขับเกวียนออกมาพร้อมกับ!บสมบัติอย่างที่หวังไว้ ส่วนปิ๊งป่องยังไม่กลับออกมา เขาเลยนั่งนับสมบัติรอเด็กหนุ่มไปพลางๆ ถัดจากนั้นไม่นาน ปิ๊งป่องกลับมา พร้อมกับมือเปล่าๆ ! "กลับบ้านกันเถอะท่าน คิดถึงบ้านเต็มทีแล้ว" เด็กหนุ่มยิ้ม แล้วชิงพูดก่อนที่จะคนขับเกวียนจะถาม แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ถูกยิงด้วยคำถามอย่างที่พวกเราอยากรู้กันอยู่ดี ...อธิษฐานอะไร? เข้าไปในถ้ำแล้วเจออะไรบ้าง?

แล้วทำไมออกมามือเปล่า? "กลับบ้านกันเถอะ เอาไว้จะเล่าให้ฟังระหว่างทางละกัน" ขาลงมักจะเร็วกว่าขาขึ้นเสมอ พวกเขาใช้เวลาไม่มากนักกับการลงจากเขา เมื่อถึงด้านล่างปิ๊งป่องจึงเริ่มพูด "ในถ้ำมีคู่มือเลี้ยงช้างน่ะท่าน" "หา ! เดินทางมาแรมเดือน ท่านได้แค่คู่มือเลี้ยงช้างเนี่ยนะ แล้วอยู่ไหนล่ะ ขอข้าดูหน่อยซิ" "ข้าไม่ได้หยิบมาด้วยหรอก เอาไว้ให้นักเดินทางคนอื่นไว้อ่านดีกว่า" "ว่าไงนะ ไม่ได้หยิบมา ! แล้วที่อุตส่าห์ลำบากเดินทางมาหลายเดือนจะมีประโยชน์อันใดเล่า" "ฟังข้าละกัน"

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 12 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : เมื่อข่าวร้ายมาเยือน! จบตอน

จากนั้นชายจูงม้าก็พูดอย่างไม่เต็มเสียงว่า "ห่อที่ท่านหยิบมา มันเป็นถุงขยะ"(ด้วยความที่ห่วงว่าปิ๊งป่องจะเสียใจ เขาเลยไม่กล้าสบตาเด็กหนุ่ม แล้วแก้เขินด้วยการหยิบแปรงขึ้นมาแปรงขนม้า เราจึงจะเรียกเขาใหม่ว่าเป็นชายแปรงขนม้า)

ปิ๊งป่องเปิดห่อผ้าที่ชายแปรงขนม้าส่งให้ ภายในมีอุปกรณ์ยังชีพ และแก้วิกฤตอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น อาหารสำเร็จรูป เชือก ดอกไม้ไฟขอความช่วยเหลือตอนกลางคืน มีดพกสีแดงๆ แบบทำอะไรได้หลายๆ อย่าง (แต่ใช้จริงๆ ได้ไม่กี่อย่าง) ไม้ขีดไฟ บัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ

เขาถึงกับเข่าทรุดเมื่อเปิดดูห่อผ้าที่ตัวเองคิดว่า "วิเศษ" มาตลอดหลายเดือน

...ข้างในมีแต่ "ขยะ" !

จากนั้นชายแปรงขนม้าก็กลายเป็นชายบนหลังม้าแล้วควบม้าจากไป ทิ้งให้ปิ๊งป่องได้แต่นั่งหมดอะไรตายอยาก เนื่องจากความเชื่อมั่นที่เคยมีทั้งหมดกลายเป็น "ขยะ" ไป

"แล้วเราจะทำอย่างไรต่อดี" ปิ๊งป่องนั่งกุมขมับของคนขับเกวียน (ส่วนคนขับเกวียนไม่ได้กุมเพราะมีคนกุมให้แล้ว)

"ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย ก็เดินทางต่อสิ อีกไม่นานก็จะถึงแล้ว" คนขับเกวียนบอก

"แต่ไม่มีห่อผ้าวิเศษแล้วนะ" ปิ๊งป่องตอบพร้อมเสียงสะอื้น

"ไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ได้ห่อผ้าห่อใหม่แล้วนี่" คนขับเกวียนปลอบใจ

"ขยะพวกนี้ หลอกเรามาตลอด ฮือ ฮือ..." ปิ๊งป่องปล่อยโฮ

...เถียงกันไปมาสักพัก ชาวบ้านกลุ่มที่ได้ "ร่ม" จากปิ๊งป่องไป ก็ย้อนกลับมา

"พวกเราเอาร่มมาคืน!"

"ข้าขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกพวกท่าน ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว"ปิ๊งป่องคุกเข่าขอโทษชาวบ้าน

"เปล่าเลยท่าน ! พวกเราจะมาขอบคุณท่านต่างหาก ที่ทำให้พวกเราได้คิด"

คราวนี้ปิ๊งป่องงงเป็นไก่ตาแตกของจริง

"เป็นอย่างที่เขาร่ำลือกันจริงๆ ว่าของในห่อผ้านั้นแสนจะวิเศษ คราวนี้ไม่ได้ท่านสงสัยคงลำบาก เราคิดได้แล้วล่ะว่าหากมัวแต่พึ่งฝนฟ้า หรือฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ รังแต่จะเสียเวลา เช่นเดียวกับที่ท่านเปรียบเปรยว่าเหมือนกับร่ม"

พวกเขาอธิบายต่อว่า การที่มนุษย์มีร่มเพื่อกันฝนกันแดดนั้น สะท้อนวิธีคิดของการต่อสู้ชีวิตของมนุษย์ได้ดีมาก เพราะเรื่องบางเรื่อง เราก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงมันได้ เฉกเช่นกับยามฝนจะตก แดดจะออก ที่เกินการควบคุมของมนุษย์

ถ้ากลัวเปียกฝน แทนที่จะทำให้ฝนหยุด ก็กางร่มซะ !

"แล้วไร่นาที่ขาดฝนล่ะท่านจะทำอย่างไร" คนขับเกวียนถาม

"เราประชุมกันแล้วล่ะ ว่าส่วนหนึ่งจะช่วยลงแรงกันทำระบบชลประทานไว้กักเก็บน้ำ และอีกส่วนหนึ่งจะเริ่มกันใหม่ ด้วยการหันมาปลูกพืชที่ต่อการแล้งน้ำ"

...ระหว่างอำลาชาวบ้านเพื่อเดินทางต่อ ปิ๊งป่องมองร่มแล้วคิดในใจว่า

"ตอนฝนตก ถึงไม่ใช่ร่ม หากว่ากันฝนได้ มันก็เหมือนร่ม"

...เวลามีวิกฤต ต่อให้ไม่ใช่ของวิเศษ แต่ถ้ามันช่วยเราได้ มันก็ วิเศษแล้ว ! n

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 12 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : เมื่อข่าวร้ายมาเยือน!

บางมุม ที่น่ามอง - ใบพัด : เมื่อข่าวร้ายมาเยือน!

Friday, July 18, 2003

โดยMGR ONLINE


เมื่อขึ้นไปอยู่บนเวที ใครๆ ย่อมจะจับตามอง...

หลายเดือนที่ผ่านมา วีรกรรมของปิ๊งป่องกับห่อผ้าวิเศษเป็นที่โจษจันของชาวบ้านตลอดเส้นทางสู่เขาเหลียงซาน

นับตั้งแต่การใช้ "ชุดตักทรายริมหาด" ยับยั้งการต่อสู้ระหว่างสองพรรคใหญ่

ใช้ "แก้วสเลอปี้" ทำให้โจรโฉดกลับใจ

มาจนถึงการใช้เพียง "ห่อผ้า"ยุติการแข่งขันที่จัดขึ้นเพื่อดูแคลนเพื่อนมนุษย์

ปฎิเสธไม่ได้แล้วล่ะว่า ตอนนี้ปิ๊งป่องเหมือนอยู่บน "เวที" แล้ว

เมื่อเป็นที่รู้จัก อิสระจากการเดินทางอย่างที่พวกเขาเคยมี ก็หมดลงเช่นกัน เพราะเพียงแค่ชาวบ้านพบกับเด็กหนุ่มที่มาพร้อมห่อผ้าวิเศษ ก็ร่ำร้องให้เขาช่วยเหลือทุกครั้งไป

ขณะกำลังบอกปัดกลุ่มชาวบ้านที่มาขอให้เขาช่วยใช้ของวิเศษในห่อผ้า ดลบันดาลให้ฝนตกลงมาหล่อเลี้ยงไร่นาที่กำลังแห้งแล้ง

มีเสียงหนึ่งตะโกนถามขึ้นมาแต่ไกล "ท่านคือ ปิ๊งป่องใช่ไหม?" ...เขาคือชายบนหลังม้า

"ใช่...ทำไมรึ" ปิ๊งป่องตอบพลางหยิบร่มเก่าๆ ขึ้นมาคันหนึ่ง จากห่อผ้าให้กับชาวบ้านเพื่อตัดรำคาญ

แม้จะไม่เข้าใจว่า "ร่ม" จะเกี่ยวอะไรกับการทำให้ฝนตก แต่เมื่อได้ร่ม ชาวบ้านก็กิ๊วก๊าวราวกับถูกหวยออนไลน์ แล้วก็แยกย้ายกันไป

"ข้ามีข่าวจะมาแจ้งให้ท่านทราบ" ชายบนหลังม้าบอกว่า เขาก็เป็นนักเดินทางเช่นเดียวกับปิ๊งป่อง แต่หาได้เป็นการเดินทางสู่จุดหมายเฉกเช่นที่ปิ๊งป่องหวังไว้ไม่ เขาเดินทางเพียงเพราะอยากเดินทางเท่านั้น ไม่เคยคำนึงถึงจุดหมาย

"เมื่อเดือนก่อนข้าเดินทางผ่านหมู่บ้านของท่าน...และได้พบกับพ่อของท่าน" ชายบนหลังม้าเล่าย้อนให้ปิ๊งป่องฟังถึงที่มา ก่อนที่เขาจะลงจากหลังม้าแล้วหยุดคุยกับเด็กหนุ่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (เราจะเรียกเขาใหม่ว่าชายจูงม้าแทน เพราะไม่ได้อยู่บนหลังม้าแล้ว)

ชายจูงม้าเล่าต่อว่า ทางบ้านของปิ๊งป่องกำลังเป็นห่วงเด็กหนุ่มเป็นอย่าง มาก โดยเฉพาะแม่ของปิ๊งป่อง ที่เฝ้าสวดภาวนาก่อนและหลังอาหารทุกมื้อให้ลูกชายบ๊องส์ๆ ของตัวเองคลาดแคล้วจากภยันตรายทั้งปวง

"โอ้ว...ท่านแม่" ปิ๊งป่องปาดน้ำตาที่ซึมออกมา แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า "ฝากไปบอกที่บ้านข้าด้วยละกันนะท่าน ว่าข้าปลอดภัยดี เพราะห่อผ้าที่ท่านพ่อมอบให้ไว้ช่วยข้าให้ผ่านวิกฤติไปได้ทุกครั้ง เอาไว้ถึงจุดหมายเมื่อไหร่ข้าจะรีบกลับบ้านทันที ไม่มีเถลไถล"

"ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ ที่ทำให้ข้าต้องมาแจ้งข่าว ก็คือ...คือ...ทำใจดีๆ นะ" ชายจูงม้าอ้ำๆ อึ้งๆ "ตอนที่ท่านออกจากบ้านมา พ่อของท่านบอกเรื่องห่อผ้าที่จะช่วยเหลือท่านในยามคับขันใช่ไหม"

"ใช่แล้ว ก็นี่ไง" ปิ๊งป่องชูให้ชายจูงม้าเห็น

"ท่านเข้าใจผิดแล้วล่ะ ห่อผ้านี่ต่างหาก" เขาหยิบห่อผ้ามาจากสัมภาระข้างตัวม้าแล้วยื่นให้ปิ๊งป่อง

ปิ๊งป่องงงราวกับเป็นไก่ตาปลาแตก เพราะไม่รู้ว่าไก่เป็นตาปลาได้อย่างไร แล้วตาปลาแตกด้วยวิธีไหน

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 11 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : โง่ที่สุด

"เอ่ออ...ไม่รู้สิ ถ้ารักกัน ใส่ที่นิ้วไหนก็ได้มั้งครับ" หมายเลข 1 ตอบ ส่วนคณะกรรมการก็นั่งจดคะแนนกันยิกๆ

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผิดครับ เขาต้องใส่ไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า โง่จริงๆ" พิธีกรกลั้นหัวเราะไม่อยู่ "ต่อไปหมายเลข 2 ครับ ระหว่างนักปราชญ์ กับศิลปิน ใครฉลาดกว่ากัน?"

"ไม่ทราบครับ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนมากกว่า" หมายเลข 2 คิดนานแล้วค่อยตอบ

"ผิดอีกแล้วครับ นักปราชญ์ก็ต้องฉลาดกว่าศิลปินสิ โห...โง่สูสีกันอย่างนี้ สงสัยวันนี้คณะกรรมการตัดสินกันจนปวดหัวแน่ๆ"

เหงื่อเริ่มซึมออกจากหน้าผากของปิ๊งป่อง พิธีกรเดินถามไล่ มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงคิวของปิ๊งป่อง

"คุณหมายเลข 10 ครับ อะไรที่คนฉลาดมีแต่คนโง่ไม่มี"

ปิ๊งป่องนึกอยู่อึดใจแล้วตอบว่า "เอ่ออ...รู้ทุกอย่าง แต่ไม่เข้าใจเลยซักอย่างครับ !"

"..." คราวนี้ไม่มีเสียงหัวเราะแม้แต่แอะเดียว

และแล้วรางวัลของการแข่งขันปีนี้ตกเป็นของปิ๊งป่อง จากนั้น การแข่งขันบ้าๆ บอๆ นี้ก็ถูกยกเลิกไป...ตลอดกาล n

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 11 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : โง่ที่สุด

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : โง่ที่สุด

Friday, July 11, 2003

โดยMGR ONLINE


นอกเรื่องก่อนนะครับ...

เคยไหม เวลาไปเล่นน้ำทะเล ว่ายเพลินๆ อยู่ดีๆ หันไปมองที่ฝั่งอีกที ก็มาไกลเสียมากโขแล้ว...

ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกันนะ ว่ายไกลจากฝั่งมากขึ้นบ้างไหม (อย่าบอกนะว่าลอยเคว้งอยู่ที่เดิม...เพราะเหมือนคนเขียนเลย)

แต่ใครเกิดรู้สึกว่า พอห่างจากฝั่งไปแล้วมันรู้สึกเหนื่อยๆ โหวงๆ ชอบกล จะว่ายกลับมาตั้งหลักบนฝั่งก่อนก็ได้นะ ไม่มีใครว่า

อย่าลืมสิ บนฝั่งมีครอบครัวเรานั่งรวมหัวกันจกข้าวเหนียวส้มตำ แถมยังมีไก่ย่าง(เหลืองๆ) รอเราอยู่เสมอ

อยู่ที่ว่าเราต่างหาก ว่าจะว่ายกลับไปจกกับเขาไหม !

..................................

โอเค ครับ เข้าเรื่องได้....

เกือบ 3 เดือนเต็ม ที่พวกปิ๊งป่องเพียรเดินทางสู่เขาเหลียงซานอันไกลโพ้น เรียกได้ว่าก้าวหน้าไปไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้จะหันกลับไปดู ก็ดูไม่ออกแล้ว ว่ามาไกลแค่ไหน

รู้แต่ว่ายังไม่ถึงจุดหมาย(เสียที)

ขณะที่คนขับจอดเกวียนไว้ที่ข้างทางหลังรอนแรมมาพักใหญ่ ปิ๊งป่องนั่งนึกถึงสิ่งที่เพิ่งได้เจอมา พร้อมกับดู "ถ้วยรางวัล" ที่ตัวเองเพิ่งได้รับมาหยกๆ

"ตลอดหลายเดือนมานี้มีเรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นเยอะแยะเลย ยังดีนะที่ของในห่อผ้าวิเศษช่วยให้ผ่านพ้นไปทุกครั้ง แต่น่าแปลก ที่เมื่อวานไม่เห็นได้หยิบอะไรออกมา แต่กลับผ่านเหตุการณ์ไปได้หน้าตาเฉย"

ถ้วยรางวัลที่เขาได้ มันคือรางวัลจาก "การประกวดคนโง่ ชิงแชมป์ถ้วยรางวัลประจำมณฑล ครั้งที่ 13" ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และได้รับความนิยมจากผู้คนเป็นอันมาก

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม และสนับสนุน "คนโง่" ให้ยังดำรงคงอยู่สืบไป โดยโต้โผของงานเป็นกลุ่มพ่อค้าและผู้มีอันจะกินจากหลายจังหวัด ร่วมมือกันส่งคนโง่เข้าประกวดในระดับมณฑล

นอกจากความสนุกสนาน(ที่ไม่ค่อยจะเข้าท่า)แล้ว วัตถุประสงค์ลึกๆ ของกิจกรรมนี้ ก็เพื่อที่จะทำให้คนดูรู้สึกว่าตนเอง "ฉลาดกว่า"

ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 100 ตำลึง พร้อมถ้วยรางวัลไปครอบครอง

ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดต้องสอบข้อเขียนก่อน ผู้ใดได้คะแนนน้อย ที่สุดได้เข้ารอบ

(วิธีการคล้ายการสอบเอนทรานซ์บ้านเรา ผิดแต่ว่าจะเลือกคนที่ได้คะแนนน้อย ซึ่งรอบนี้มักมีคนที่ "โง่ไม่จริง" ผสมโรงมาสอบเพื่อหวังเงินรางวัล ถึงแม้ว่าจะอ่านหนังสือกองโตเพื่อให้รู้ว่าข้อไหนผิด แต่ส่วนใหญ่ก็จะตกม้าตายที่รอบนี้เสมอ เพราะสู้ผู้เข้าแข่งขันตัวจริงไม่ได้)

หลังจากผ่านรอบแรกแล้วก็จะถูกสัมภาษณ์อีกครั้ง ใครตอบผิด หรือป้ำๆ เป๋อๆ มากที่สุด...เข้ารอบ

วันนี้เป็นวันแข่งขันในรอบสุดท้ายแล้ว หลังจากขับเคี่ยวกันมาตลอดหลายสัปดาห์จนสามารถคัดเหลือผู้เข้ารอบสุดท้ายได้ 10 คน

ปิ๊งป่องไม่เคยคิดจะเข้าประกวดเลยสักครั้ง แล้วก็ไม่ได้ไปสอบข้อขงข้อเขียนอะไรกับเขา แต่คนเขียนขึ้นต้นไปแล้วว่าเขาคว้าถ้วยรางวัลนี้มาครองได้ แสดงว่าต้องได้เข้าไปแข่ง แถมชนะประกวดเสียด้วย !

"ใกล้จะตัดสินรอบสุดท้ายแล้ว ผู้เข้าแข่งขันเบอร์ 10 หายไปไหนเนี่ย !" คณะกรรมการประกาศหาหลังเวทีให้วุ่น เพราะขณะนี้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดกำลังเดินขึ้นเวทีเพื่อรอตอบปัญหาชี้ตำแหน่งแชมป์ในปีนี้กันแล้ว

"นึกว่าไปอยู่ที่ไหน ยืนหลบอยู่ตรงนี้เอง...รีบไปเร็ว เจ้าหนุ่ม" เจ้าหน้าที่ลากปิ๊งป่องที่ยืนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ขึ้นเวทีไปอย่างที่ยากจะขัดขืน (นั่นไง ว่าแล้วว่าต้องได้เข้าประกวด อิ อิ)

เขาถูกเข้าใจผิด เพียงเพราะเขาสะพายห่อผ้าอันเป็นกติกาของการแข่งขันที่ผู้จัดเจตนาให้ผู้เข้าแข่งดูเปิ่นๆ เชยๆ มากที่สุดเท่านั้น (หมายเลข 10 ตัวจริง ตอนนี้หนีกลับบ้านไปเสียแล้ว)

"เอาล่ะครับ ตอนนี้เราก็จะทราบกันเสียทีว่าในปีนี้ใครจะเป็นคนที่โง่ที่สุดในมณฑลของเรา !" พิธีกรรูปหล่อตะโกนประกาศ ตามด้วยเสียงปรบมือแกล้มเสียงหัวเราะของมหาชน

"คำถามสำหรับหมายเลข 1 อยู่ในมือผมแล้วนะครับ ....ถามว่า คนรักกัน แหวนแทนใจจะต้องถูกใส่ไว้ที่นิ้วไหน ?"

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 10 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : เศรษฐียาจก ตอนจบ

พวกปิ๊งป่องนั่งอยู่แถวหลังสุด นั่งฟังเหล่าพ่อค้าสรรหาถ้อยคำสวยหรูมาเป็นเหตุผลสนับสนุนการซื้อของเศรษฐีเป็นร้อยเป็นพันเหตุผล และสินค้าทุกชิ้นก็จบลงด้วยการตัดสินใจซื้อ

ปิ๊งป่องไม่เห็นด้วยที่เศรษฐีจะต้องเสียเงินมากมายซื้อของเหล่านั้น บางอย่างก็ไม่จำเป็นเลย และบางอย่างก็ไม่ควรต้องซื้อในราคาแพงเช่นนั้น ปิ๊งป่องถามคนขับเกวียนในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

คนขับเกวียนอธิบายว่า 'พ่อค้ารู้ว่าจะพูดกับเศรษฐีวิธีไหนแล้วเขาจะซื้อ เขาให้ความรู้เศรษฐีเพื่อให้เศรษฐียอมควักกระเป๋าด้วยความเต็มใจ'

ให้ 'รู้' ว่าสินค้านี้มีความประณีตอย่างไร...แล้วเศรษฐีก็ต้องจ่ายค่าความประณีตนั้น

ให้ 'รู้' ว่าสินค้านี้หาได้ยาก...ค่าของความหาได้ยาก ก็ย่อมแพงเป็นธรรมดา

พวกเขาพยายามสร้าง 'ความจำเป็น' ให้เศรษฐี 'ต้อง' ใช้สินค้า...เขาก็จะขายของได้

'แล้วเจ้าล่ะขายอะไร !' เศรษฐีถามพวกปิ๊งป่องที่บัดนี้รอบกายพวกเขาไม่เหลือใครอีก เพราะบรรดาพ่อค้าต่างโกยแน่บไปตั้งแต่ขายของกันได้แล้ว

'เอ่อ ข้าขาย...' คนขับเกวียนนึก

'พวกเรามาขายความสุขให้ท่าน'ปิ๊งป่องชิงตอบ เพราะคิดอะไรดีๆ ได้

'น่าสนใจดี ไหนเอามาให้ข้าดูซิ ว่าหน้าตาของความสุขมันเป็นอย่างไร'

'ความสุขน่ะ มีแน่ท่าน แต่ขอถามสักนิด คนยากจนในเมืองนี้มีตั้งแยะ ทำไมจึงไม่นำเงินที่เหลือไปทำทานแก่คนเหล่านั้นบ้าง แทนที่จะสะสมเป็นทรัพย์สินฟุ่มเฟือยเหล่านี้'ปิ๊งป่องชำเลืองไปยังกองสินค้าที่เศรษฐีเพิ่งซื้อมา

'ใครว่าข้ามีเงินเหลือ ดูของมีค่าพวกนี้สิ ล้วนเป็นของล้ำค่าทั้งนั้น ยังมีสมบัติอีกมากมายในโลกนี้ที่ข้ายังไม่มี ข้ายังอดห่วงไม่ได้เลยว่า เงินทองที่ข้ามี มันจะไปซื้อพอได้อย่างไร แล้วจะให้ข้าแบ่งไปให้คนอื่นเนี่ยนะ โง่หรือเปล่า'

ปิ๊งป่องควานมือลงห่อผ้าวิเศษ พร้อมภาวนาให้สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาสามารถช่วยเหลือทุกข์เข็ญของชาวบ้านยากจนด้วยเงินมหาศาลของเศรษฐีก่อนเขาจะผลาญหมดไปในเร็ววัน

พระช่วย ! เขาหยิบขึ้นมาเป็น เป็น เมนูอาหารของร้านข้าวต้มแถวบ้าน !

'ขอถามท่านอีกข้อ ถึงท่านจะซื้อสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ท่านก็ไม่ได้มีความสุขแบบที่ท่านหวังใช่ไหม' ปิ๊งป่องถาม

'...' เศรษฐีทำหน้าจริงจังแล้วพยักหน้า

'แทนที่จะเป็นผู้แสวงหาความสุข ทำไมจึงไม่เป็นผู้เข้าใจความสุขล่ะ' ปิ๊งป่องกระแซะให้คนขับเกวียนช่วยอธิบายแบบฉลาดๆ อย่างที่เคยให้หน่อย...พลางนึกในใจว่าใครแอบไปจิ๊กเมนูเล่มนี้มาฟะ สงสัยป่านนี้เถ้าแก่คงบ่นใหญ่แน่ๆ

'มันก็เหมือนกับการกินอาหารแหละท่าน คนเราทุกคนถ้าไม่กิน มันก็ย่อมหิวเป็นธรรมดา แต่ไม่ว่าจะสรรหาของดีสักเพียงไหนมาบริโภค แป๊บๆ เดี๋ยวมันก็หิวอีก ไม่มีอิ่มแบบถาวรหรอก ต่อให้ท่านกินทุกเมนูในนี้' คนขับเกวียนพยายามพูดให้เข้าเรื่องเมนู จากนั้นก็อธิบายต่อ 'และแม้ว่าท่านจะกินหมดทุกเมนูในนี้ ก็ยังมีอีกร้อยล้านเมนูบนพื้นพิภพที่ท่านจะต้องแสวงหาไปไม่มีที่สิ้นสุด...แล้วเมื่อไหร่จึงจะพอล่ะ'

'เข้าใจแล้ว' จากนั้น เศรษฐีที่มีหน้ามีตา ก็กลายเป็นคนที่มีหน้ามี 'ตาสว่าง' ขึ้นมาทันที เขาตกลงใจซื้อ 'ความสุขล้นเมนู' จากปิ๊งป่องด้วยการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดอาหารกลางวันเอื้ออาทรแก่ชาวบ้านเป็นเวลา 1 ปี พร้อมทั้งประกาศเลิกซื้อของฟุ่มเฟือยจากบรรดาพ่อค้าหัวใสตลอดไป

ไม่กี่วันถัดจากนั้น มีคนแอบได้ยินเศรษฐีบอกว่า 'อิ่ม' ทั้งๆ ที่ไม่เห็นแกกินอะไรเลย n

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปิ๊งป่องตอนที่ 10 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : เศรษฐียาจก

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : เศรษฐียาจก

Friday, July 04, 2003

โดยMGR ONLINE


เคยได้ยินว่า 'ถ้าอยู่อย่างคนรวย ก็จะไม่มีทางรวย แต่ถ้าอยู่อย่างคนจน แล้วจะไม่จน' เห็นตัวอย่างจริงๆ ก็คราวนี้ !

และก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ ที่ทำให้ปิ๊งป่องและพวก ต้องออกเดินทางไปเขาเหลียงซานช้ากว่าที่วางแผนไว้ เพราะมัวเสียเวลาอยู่กับมหาเศรษฐีที่คร่ำครวญอยู่ทุกค่ำเช้าว่าสมบัติที่มีอยู่นั้นมีไม่เพียงพอ

เศรษฐีคนที่ว่า เป็นผู้มีหน้ามีตาในเมืองนี้ (คาดว่าคนจนๆ ในเมืองนี้คงจะไม่มีหน้าไม่มีตา) ทรัพย์สินเงินทองของแกได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษซึ่งมากมายเสียจนซื้อเบคแฮมมาร่วมทีมฟุตบอลในหมู่บ้านแกได้สบายๆ

แต่แกก็ยังบอกว่ามีเงินไม่พอ !

ปิ๊งป่องขอให้คนขับเกวียนจอดดูภาพความอลหม่านหน้าบ้านเศรษฐีสักพัก เพราะขณะนี้พ่อค้านับร้อยต่างพยายามยื้อแย่งกันเข้าไปเสนอขายสินค้าแก่เศรษฐี แต่ก็เข้าไปได้อย่างทุลักทุเลเต็มที เพราะคนที่มาทีหลังก็จะฉุดกระชากไม่ให้คนที่มาก่อนหน้าเข้าไปได้ เป็นภาพที่ปิ๊งป่องเรียกว่า 'อดหู่' จริงๆ (คือดูแล้วอดสู และหดหู่)

'ใครมาทำอะไรเสียงดังอยู่ข้างนอกฟะ !' เสียงของเศรษฐีแว่วมาแต่ไกล หลังเสียงเอะอะโวยวายจากนอกคฤหาสน์เข้าไปปลุกให้เขาตื่น

คนรับใช้ออกมาจัดระเบียบบรรดาพ่อค้าทั้งหลายให้เข้าคิวให้เรียบร้อยก่อนที่เศรษฐีจะออกมาพิจารณาว่าจะซื้อสินค้าของใคร พวกปิ๊งป่องก็ตกกระไดพลอยโจนต้องตามกลุ่มพ่อค้าเข้ามาด้วย

ที่มาของความวุ่นวายในวันนี้ก็มาจากการที่เศรษฐีเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิตขึ้นมา อะไรที่อร่อยๆ ก็ได้ลิ้มชิมรสมาไม่เคยซ้ำ อัญมณีที่มีมูลค่ามหาศาลก็มีอยู่ในครอบครอง ทว่าของที่เขาซื้อมาเหล่านั้นก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการเขาได้เสียที เขาจึงให้คนรับใช้ป่าวประกาศเรียกพ่อค้าจากเมืองต่างๆ นำของมาเสนอขายแก่เขา หากสินค้าชิ้นไหนทำให้เขาชอบได้ เขาพร้อมจะจ่ายไม่อั้น

'นี่เป็นแจกันที่มีใบเดียวในโลก ด้านฐาน ผลิตจากทรายใต้ท้องมหาสมุทร ส่วนตัวแจกันทำมาจากทรายบนยอดเขา ผสานกันด้วยน้ำฝนในฤดูหนาว' พ่อค้าแจกันอวดสรรพคุณ พร้อมบอกราคาสูงลิ่ว

'ทำไมข้าจะต้องซื้อแจกันของเจ้าในราคาแพงเช่นนั้นด้วย ในบ้านข้าก็มีแจกันตั้งมากมาย แถมยังสวยกว่าใบของเจ้าตั้งแยะ'เศรษฐีลูบหนวดแล้วถาม

'คุณค่าแจกันใบนี้หาได้อยู่ที่ความงามของมันไม่ หากแต่อยู่ที่ความ ยากลำบากในการผลิต ที่กว่าจะได้วัตถุดิบอย่างที่ว่า ข้าต้องรอนแรมไปทั่วประเทศตลอด 5 ปีในการเสาะหา ฉะนั้นราคาที่ข้าบอกยังถูกไปด้วยซ้ำ'

'ตกลง! ข้าจะซื้อ...แล้วเจ้าล่ะ ขายอะไร' เศรษฐีหันไปทางพ่อค้าอีกคน

'คนทันสมัยจะต้องมีเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ นกพิราบสื่อสารตัวนี้ฉลาดพอๆ กับนกฮูกในหนังสือพ่อมดเลยครับ รับรองว่านายท่านจะไม่พลาดการติดต่อเลยสักเรื่อง'

'ตัวเก่าก็ยังดีๆ อยู่ แล้วข้าจะต้องซื้อตัวใหม่ทำไม'

'นายท่านไม่กลัวเพื่อนๆ ติฉินนินทาเอาหรือว่ายังใช้พิราบตกรุ่นอยู่อีก ตัวนี้ทั้งสด ทั้งอร่อย เอ้ย ! ไม่สิ ทั้งเก่ง แถมยังบอกสถานภาพของนายท่านได้ด้วยนะ ว่าเป็นคนที่ทันสมัย ฉลาดเลือก'

'อืม...ฉลาดเลือกเหรอ ตกลง ! ข้าซื้อ'