วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

สาเหตุของพนักงานลาออกดูเอาแล้วกัน

เพื่อนส่งมาให้ FWD นานมาแล้ว

สาเหตุของพนักงานลาออกดูเอาแล้วกัน

นักศึกษา   ป.ตรี   จบใหม่ชื่อ   น.ส  A  มีความมุ่งมั่นอยากทำงานจึงสมัครเข้าบริษัท  KKK
สมมุติว่า   น.ส  A  เข้าทำงาน  Start 12000  บาท   ทำงาน  3  ปี   แต่ละปีทำงานที่  KKK  เด่นมากในแต่
ละปี   หัวหน้าชื่อปืด   อยากจะให้เงินเดือนเป็น  18000  บาท   ด้วยซ้ำ
แต่   หัวหน้าปืดทำอะไรไม่ได้   จึงทำได้แค่ขึ้นเงินให้  6%  ตลอดทั้ง 3  ปี  (  บริษัทให้  budget  มาแค่  4.5
%  ตามอัตราเงินเฟ้อแต่หัวหน้าหักเงินส่วนของคนอื่นมาขึ้นให้   น.ส  A )
ดังนั้น   น.ส  A   ได้เงินเดือน  12000 x 1.06 x 1.06 x1.06 =
14,292  บาท
(  ถ้าคิดมูลค่าเงินเปลียนไปตามเวลา  Time value of money
โดยคิดเงินเฟ้ย  4.5 %  นั้นหมายความว่า  12000 x 1.045 x 1.045 x 1.045 = 13,693  บาท  )
ทำมา  3  ปีเงินเดือนเพิ่มขึ้นจริงแค่  = 14292 - 13693 = 598
บาท

น.ส  A  คิดมากทำงาน  3  ปี   ได้เงินแค่นี้   ไม่พอเลี้ยงครอบครัว   และคิดค่าใช้จ่ายภายใต้อัตราเงินเฟ้อ
ประเทศไทย  4.5 % ทุกๆปี-- >
คิดๆ   ทำไงดีวะ   หัวหน้าก็ใจดี   แต่เงินไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว  --->  หางานใหม่ดีกว่า

น.ส  A  จึงไปสมัครงานใหม่ด้วยวุฒิที่มีอยู่และประสบการณ์  3  ปีที่ทำงานกับบริษัท  KKK  ไปหางานใหม่ได้
เงินเดือน  20,000  บาท
น.ส  A  ดีใจจังได้เยอะกว่าตั้งเยอะ   รู้อย่างนี้ไปตั้งนานแล้ว

*** เงินเดือนในตำแหน่ง   น.ส  A  Start 12000  บาท   ซึ่งบริษัทกำหนดใว้เป็นฐานเงินเดือนตั้งแต่
ราคาทองคำ  8,000  บาท
ซึ่งเงินเดือนครั้งแรก   น.ส  A  ซื้อทองได้หนัก  1.5  บาท
ก่อนลาออก   น.ส  A  ได้เงินเดือน  13693  บาท    ซึ่งราคาทองราคาปัจจุบัน  13700  บาท/ทอง  1
บาท   โดยที่ก่อน   น.ส  A  ลาออก   เงินเดือนซื้อทองได้หนัก  1  บาทเท่านั้น


หัวหน้าปืดเครียด   ลูกน้องออก   ทำไงดี  --->  กรูกว่าจะ  Train  ลูกน้องคนหนึ่งได้   เหนื่อยนะโว้ย  --->
จึงหาลูกน้องใหม่   และแจ้งเอกสารถึงฝ่ายบุคคลเพื่อรับพนักงานใหม่ <
ซึ่งปกติตำแหน่งของ   น.ส  A  นั้น   ถ้าไม่มี
ประสบการณ์ก็จะ  Start 12,000  บาท

หัวหน้าปืด  :  จึงเร่งถามฝ่ายบุคคลว่า   เมื่อไหร่   จะหาคนให้ได้ซักที   นานแล้วนะ   แล้วอีกอย่างเอกสารที่
คุณส่งมาให้นะมีแต่เรียกเงินเดือนสูงๆทั้งนั้นเลย
ซึ่งแต่ละคนเรียกเงินเดือน  18000-22000  เลย
ฝ่ายบุคคล  :  ปืดไม่ต้องห่วงนะ   เรื่องเงินเดือนเพราะว่าถ้าเขามีประสบการณ์  2-3  ปี   นะพี่ให้ได้
22000  บาท   เลย   ถ้าปืดต้องการเด็กคนไหนในเอกสารพี่ให้ไป
ก็ส่งมาเลย   เพราะว่าพี่มี  Budget  ของลูกน้องปืด  22000  บาท
หัวหน้าปืด  (  นึกในใจแต่ทำอะไรไม่ได้  )  แม้งจะให้กรูรับลูกน้องเงินเดือน  22000  ได้ไง   ลูกน้องแต่ละ
คนทำงานมา 8  ปี   ยังไม่ถึง  20000  เลย   ให้เงินแบบนี้ลูกน้องกรูลาออกหมดนะสิ
แล้วทีกรูอยากให้   น.ส  A  ได้เงินเพิ่มทำไมมรึงไม่ให้วะ   ---->  ทีมรึงรับคนจากข้าง
นอก   ไม่เคยเห็นผลงานเสื้อกให้  22000  บาท   ส้นตรีนจริงๆ
อยากรู้เหมือนกัน   ถ้า   น.ส  A  กลับเข้ามาทำงานเป็นลูกน้องกรู   มรึงจะให้  22,000
บาทไหมอีเวง

นี่ละครับสาเหตุของลูกน้องผมที่ลาออกบ่อยๆ
ท่านผู้บริหาร   ช่วยมาดูหน่อยคร๊าป
ป.ล   ปัจจุบันผมทำได้แค่เพียงรับนักศึกษาจบใหม่แล้วเอามาปั้นให้เป็นเด็กสร้าง    ซึ่งผมคงทำอะไรไม่ได้
ถ้า  3  ปีผ่านไป   เขาต้องลาออกแล้วไปรับเงินเดือนสูงๆที่บริษัทอื่น
หรือเห็นบริษัท  KKK  นี้เป็นที่พักผ่อน   ช่วงรองานที่อื่น
ถ้าเจ้านายฝรั่งไม่เข้ามาดู   ฐานเงินเดือน   ซึ่งไม่เคยได้รับการปรับภายใต้อัตราเงินเฟ้อเลย   แล้วเมื่อ
ไหร่บริษัทจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ละครับเจ้านายยยยย

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 9 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนจะซวยช่วยไม่ได้ จบตอน

"เมื่อเช้า ทำไมเขาจึงไล่ท่านอย่างนั้น" ปิ๊งป่องถามพลางเดินไปส่งไส้ติ่งที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

"ไม่รู้สิ แต่เชื่อไหม ช่วงนี้โชคไม่ค่อยดีเอาเสียเลย เดินไปไหนก็บาดเจ็บ ไม่โดนของหล่นมาใส่หัว ก็โดนซ้อมเพราะหน้าตาดันไปเหมือนกับศัตรูของคนนั้นคนนี้"

เขาลำดับความให้ฟังว่า เขา "ซวยไม่รู้เรื่อง" ได้ตั้งแต่เช้า...ไม่สิ ตั้งแต่หลับเลย นอนหลับก็ฝันร้ายจนตกเตียง ตื่นมาหัวก็มีอันต้องโขกนั่นโขกนี่ หรือไม่ก็หกคะเมนตีลังกา ออกมานอกบ้านก็เกิดเหตุการณ์ราวกับมีภัยพิบัติอยู่รอบๆ ตัวเขาเสมอ

เรียกว่าเข้าขั้น ผู้ป่วยซวยซ้ำซ้อน !

ใครว่า "คนซวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด" ดูท่าจะไม่จริง เพราะแต่ละอย่างที่ไส้ติ่งเจอ มันน่าเกลียดจริงๆ เพราะความซวยยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรกอยู่ตลอด ไม่กี่วันที่ผ่านมา บ้านเขาและเพื่อนบ้านก็เพิ่งถูกโจรแอบมายกเค้าตอนออกไปทำงาน กวาดทรัพย์สินไปหลายครัวเรือน แต่เขาก็ยังคงยิ้มแหยๆ ได้(แต่เพื่อนบ้านแยกเขี้ยวใส่เพราะเห็นว่าเขาเป็นต้นเหตุของความซวย)

"ยังดีนะที่ขโมยไปแค่ของ บ้านข้ายังอยู่ อย่างที่โบราณว่าจริงๆ ขโมยขึ้นบ้าน 10 ครั้งยังไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งนึงหรอก...ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่" เขาพาพวกปิ๊งป่องมาถึงที่บ้านก็จะเตรียมข้าวของไปทำบุญที่วัด (ข้าวของอีกแล้ว)

"พรึบ !" ผู้อ่านหลายคนคงเดาถูก เปลวไฟลุกท่วมบ้านเขาราวกับไฟจากเตาแก๊ส ก่อนจะลามไปสู่บ้านข้างๆ จนชาวบ้านหนีตายกันอลหม่าน

ปิ๊งป่องควานมือลงห่อผ้าวิเศษเพื่อแก้วิกฤตทันที !

สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาคือ ใบทำนายเมื่อวานที่เขาอ่าน ....อ้าว แต่เขาทิ้งมันไปแล้วนี่-ช่างเถอะ ยามหน้าสิ่งหน้าขวานอย่างนี้ มาดูดีกว่าว่ามันจะช่วยทำอะไรให้ดีขึ้น

"ท่านที่เกิดวันที่ 13 ...ซวย !!! ทางแก้-ไฟจากความซวยน่ะ ดับไม่ได้หรอก..." ปิ๊งป่องเงยหน้าขึ้นมาตกใจคำทำนายที่แม่นราวกับตาเห็น แล้วอ่านต่อ "...แต่เอาความซวยไปดับไฟ...ได้"

เมื่อคนซวย ต้องเผชิญหน้ากับความซวย ไส้ติ่งจึงต้องสู้ สู้เท่านั้น สู้แล้วซวย !

เขาโดดเข้าไปในบ้านต้นเพลิง(บ้านเขาเอง)พร้อมกับอุปกรณ์ดับไฟเท่าที่หาได้ใกล้มือ(เอ่อ...กระดาษ และกิ่งไม้เนี่ยนะ) ภาพน่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้น ! ไฟแหวกทางหลบเขา ราวกับน้ำแหวกเป็นสองฝั่งแบบที่ไกรทองลงไปปราบชาละวัน ทำให้เขาสามารถจัดการกับพระเพลิงได้อย่างง่ายดาย

...หลังเหตุการณ์สงบ ชาวบ้านก็มาขอบใจไส้ติ่งเสียยกใหญ่ ก่อนจะรู้เคล็ดในการจัดการกับความซวยของเขา ชาวบ้านยุให้เขาเลิกหาปลา แล้วไปฝากเนื้อฝากตัวกับก๊กโจรต่างๆ ไส้ติ่งก็เชื่อตามนั้น

ไม่นานความซวยของเขาก็แผงฤทธิ์ ก๊กโจรที่เขาไปอยู่แตกพ่ายไปไม่เหลือชิ้นดี

จากนั้น ไส้ติ่งก็เป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้าน มีหลายคนถามไส้ติ่งว่า เคยนึกเสียใจไหม ที่เคยเป็นไส้ติ่งธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครใส่ใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามีเขาอยู่ในเมืองนี้ กระทั่ง "ความซวย" ของเขาปรากฎขึ้น คนจึงเริ่มหันมาใส่ใจ และรู้ว่าเขา "มีอยู่" แต่ก็เป็นความใส่ใจที่อยากจะขับไล่เขาออกไป เพื่อให้ตัวเองปลอดภัย

เขาตอบว่า "ไม่เสียใจหรอก ผมเป็นแค่คนที่โชคไม่ดีเท่านั้น !"

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 9 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนจะซวยช่วยไม่ได้

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนจะซวยช่วยไม่ได้

Friday, June 27, 2003

โดยMGR ONLINE


"ท่านไม่ได้เกิดวันที่ 13 ใช่ไหม!"

ปิ๊งป่องเอ่ยถามคนขับเกวียน หลังหยิบใบทำนายโชคชะตาประจำสัปดาห์ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอ่าน

"เปล่านี่...ทำไมรึ"

"ก็คำทำนายในนี้สิ ดูแปลกๆ คำทำนายของวันอื่นก็ปกติดี แต่พอเป็นของวันที่ 13 ก็ทำนายเสียสั้นเชียว"

"เขาว่าอย่างไรล่ะ"

"ซวย !!!" ว่าแล้วปิ๊งป่องก็ทิ้งใบทำนายไป โดยไม่สนใจว่า หากเกิดวันที่ 13 จะมีทางสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีไหน เพราะเห็นว่าไม่มีใครในกลุ่มเกิดวันที่ 13

คนขับเกวียนหัวเราะในลำคอ แล้วเดินเข้าไปเช็คอินในโรงเตี๊ยมเก่าๆ แห่งหนึ่ง เพื่อพักแรมสักคืน

ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ห้องพักของพวกเขาอยู่บนชั้นสอง คนขับจอดจอร์จ(เป็นชื่อวัว)และเกวียนของเขาในที่จอดด้านหลังโรงเตี๊ยม ฟ้าสางเมื่อไหร่ พวกเขาจะได้เคลื่อนขบวนสู่เขาเหลียงซานอันไกลโพ้นกันต่อ

ครั้นพอแสงอาทิตย์เริ่มสอดส่องมา มอร์นิ่งคอลก็ดังปลุกแขกที่มาพักจนสะดุ้งโหยง ต้นเสียงมาเถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมซึ่งอยู่ชั้นล่าง

"ไปให้พ้นเลยนะ ! เจ้าตัวซวย อย่ามาเหยียบบ้านข้า...ไป !" เถ้าแก่แหกปากจนแขกหลายคนเดินงัวเงียลงมาดู รวมทั้งสองหนุ่มด้วย

"แน่ะ ! ไล่แล้วยังไม่ยอมไปอีก !"

ทั้งปิ๊งป่องและคนขับเกวียนเข้าไปสอบถามเถ้าแก่ว่าเหตุใดจึงพยายามขับไล่หนุ่มใหญ่ร่างท้วมคนนั้น

"จะอะไรเสียอีกล่ะ ก็ความซวยของมันน่ะสิ ขืนให้มาอยู่ใกล้ เดี๋ยวก็ได้ซวยกันไปหมด" เถ้าแก่เอาไม้กวาดปัดตามทางเดินที่ชายคนนั้นเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม แล้วพูดต่อ "ใครๆ เขาก็รู้กิตติศัพท์มันทั้งนั้น ขนาดจิ้งจกหน้าบ้านมันยังไม่กล้าทักมันเลย กลัวซวยไปด้วย"

...ขนาดนั้นเลย

ชายร่างท้วมเพียงต้องการนำเศษสตางค์ที่พอมีติดกระเป๋ามาหาซื้อซาลาเปาที่โรงเตี๊ยมเพื่อนำไปทำบุญ ในเมื่อเถ้าแก่ยังไม่ยอมให้เข้าร้าน เขาก็ยังเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น (ปักหลักนั่งที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะนั่งปุ๊บก็โดนไล่ปั๊บ)

นับเป็นเช้าที่โกลาหลทีเดียวสำหรับสิ่งที่ได้ปิ๊งป่องประสบในเมืองใหญ่แห่งนี้ เขาขึ้นไปเก็บข้าวของ (ปิ๊งป่องเคยสงสัยว่าทำไมต้องเป็น "เก็บข้าวของ" แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบเขาได้) แล้วเดินตามคนขับเกวียนลงมาเช็คเอาท์ที่ด้านล่าง เถ้าแก่ถามเขาว่าได้กินซาลาเปาในตู้กับข้าว(สแน็กบาร์)ในห้องหรือเปล่า...เขาตอบว่าเปล่า เพราะเขารู้ดีว่า ของในตู้กับข้าวจะถูกชาร์ทแพง เลยได้แต่กินน้ำชาในกระติกที่เป็นของฟรีเท่านั้น

หลังจ่ายค่าโรงเตี๊ยม ก็จัดสัมภาระขึ้นเกวียนเตรียมที่จะออกเดินทาง เขาได้พบกับชายร่างท้วนคนเมื่อเช้าอีกครั้ง แต่คราวนี้หัวเขาอาบไปด้วยเลือด ทว่าใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม(ดูโรคจิตมาก)

"หัวท่านไปโดนอะไรมา" ปิ๊งป่องถาม

"โชคไม่ดีน่ะ เดินอยู่ดีๆ กระเบื้องมุงหลังคาก็ตกลงมาใส่ อูย...นี่ยังเจ็บอยู่เลย"เขาลูบแผลที่หัว จนพวกปิ๊งป่องต้องเข้าช่วยเหลือ ระหว่างที่ปิ๊งป่องและคนขับเกวียนช่วยปฐมพยาบาลให้ชายร่างท้วม พวกเขาก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับคนๆ นี้มากขึ้น

เขามีชื่อว่า "ไส้ติ่ง" เป็นไส้ติ่งอ้วนๆ เกิดวันที่ 13 มีอายุย่าง 30 แต่ยังไม่มีครอบครัว ปัจจุบันมีอาชีพเป็นชาวประมงน้ำจืด จับปูจับปลาไปตามเรื่อง มีเรือเล็กๆ เป็นของตัวเองอยู่ลำหนึ่ง

"ข้าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะทำมาหากินได้อย่างไร เพราะเห็นแต่ประกาศจากทางการบอกว่า เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง เลยไม่ค่อยได้ออกไปไหน" เขาเล่าถึงความซวยที่ไม่มีงาน ไม่มีเงิน พร้อมๆ กับขยับผ้าพันแผลให้เข้ารูปกับหัวโตๆ ของเขา