วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 7 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนบ้า จบตอน

"จอร์จจ..."

"ข้าล่ะปวดหัวกับมันจริงๆ มีลูกชายคนเดียวก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ ฮือ ฮือ" นางพยายามเอาหัวโขกพื้น

ก่อนจะได้เห็นใครบาดเจ็บล้มตายไปต่อหน้า ปิ๊งป่องควานมือลงห่อผ้าทันที

สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาคือ แว่นตากระดาษที่ใช้ดูหนังสามมิติ ที่ข้างหนึ่งแดงข้างหนึ่งน้ำเงิน

เขาส่งมันให้แม่เฒ่าสวม เพราะนึกในใจว่ามันน่าจะช่วยให้เธอมองเห็นลูกชาย ของเธอได้ "ใกล้ชิด" ขึ้น เหมือนที่เขาเคยใช้ดูหนังสามมิติตอนเด็กๆ โดยลืมคิดไปว่า เพียงแค่สวมแว่นสามมิติแล้ว ใช่ว่าจะได้เห็นภาพ "ใกล้ชิด" เสมอไป

คนขับเกวียนซึ่งดูเหตุการณ์อยู่ก็ได้แต่นึกศรัทธาในตัวของปิ๊งป่อง (แต่ไม่ได้คิดแบบปิ๊งป่อง) เพราะหยิบของในห่อผ้าขึ้นมาทีไรก็แก้ไขวิกฤตได้ทุกครั้ง (แต่ปิ๊งป่องไม่เคยคิด)

ลูกชายของยายเฒ่า ทำให้เขานึกถึงเรื่องเล่าของฝรั่งเรื่องหนึ่ง "ป้าครับนั่งพักให้สบายก่อนนะ แล้วฟังข้า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..." ทุกคนต่างจัดที่จัดทางเตรียมฟังนิทานกันอุตลุด

...มีพ่อมดตนหนึ่งต้องการจะทำลายอาณาจักรของพระราชา (สามารถเปลี่ยนเป็นฮ่องเต้ได้แล้วแต่รสนิยม) เขาเอายาพิษใส่ลงในบ่อซึ่งประชาชนใช้ดื่ม ใครก็ตามที่ดื่มน้ำนั้นก็จะกลายเป็นบ้าในทันที รุ่งเช้าปรากฏว่าคนกลายเป็นบ้ากันหมดเพราะดื่มยาพิษเข้าไป เว้นแต่พระราชาและราชวงศ์ที่มีบ่อน้ำอีกแห่งต่างหาก ซึ่งพ่อมดใส่ยาพิษไม่ได้

พระราชาห่วงประชาชนมาก จึงออกคำสั่งหลายประการให้ปกป้องสุขภาพของราษฎร แต่ตำรวจและข้าราชบริพารหลายคนได้ดื่มยาพิษเข้าไป จึงพากันคิดว่า คำสั่งของพระราชาเป็นสิ่งเหลวไหล และไม่ยอมทำตาม ขณะเดียวกัน คนก็คิดว่าพระราชาบ้าไปแล้ว ถึงได้ออกคำสั่งไร้เหตุผล ต่างรวมตัวกันขับไล่ให้สละราชสมบัติ

พระราชารู้สึกสิ้นหวัง จึงเตรียมตัวสละราชสมบัติ แต่พระราชินีห้ามไว้ และเสนอความเห็นว่า "เราไปดื่มน้ำจากบ่อของประชาชนกันเถอะ จะได้เป็นเหมือนอย่างเขา"

เมื่อดื่มน้ำพิษเข้าไป ทั้งสองก็มีอาการบ้า พูดไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ประชาชนรู้สึกผิด เห็นว่าพระราชามีไหวพริบ และควรเป็นกษัตริย์ต่อไป ประเทศของพระองค์ก็ดำรงต่อมาอย่างสันติสุข แม้ประชาชนในประเทศจะมีอาการแปลกๆ กว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม (เวรอนิกา ขอตาย,เปาโล โคเอโย)

...พอนิทานจบ ดูเหมือนยายเฒ่าจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่สนิทดี เขาจึงพูดต่อ ขณะที่เด็กๆ และจอร์จ หลับไปกันหมดแล้ว "ป้าลองเอามือปิดแว่นทีละข้างดูสิ แล้วบอกผมว่าป้าเห็นอะไร"

"...พอปิดข้างสีแดงป้าก็เห็นทุกอย่างเป็นสีน้ำเงิน แต่ถ้าปิดอีกข้างก็เป็นสีแดงไปหมด"

"นั่นแหละป้า คือวิธีที่คนเราใช้มองกัน บางทีไม่ใช่แค่เอาแว่นสีแปลกๆ มาใส่มอง ยังปิดตาให้เห็นสีเพี้ยนไปเสียอย่างนั้น...คราวนี้ป้าลองถอดแว่นออกสิครับ แล้วบอกผมอีกครั้งว่าเห็นอะไร"

"ป้าเห็นลูกของป้าชัดขึ้นจ้ะ !" n

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 7 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนบ้า

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนบ้า

Friday, June 13, 2003

โดยMGR ONLINE


คำแนะนำก่อนอ่าน

1. ห้ามอ่านเกินอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพราะถ้าเกินกว่านั้น จะเขียนไม่ทัน

2. ไม่อ่านตอนก่อนก็รู้เรื่อง แต่ถ้าอยากอ่านย้อน มีใน www.manager.co.th ผู้จัดการรายสัปดาห์

3. ปิ๊งป่องมีห่อผ้าวิเศษที่พอมีเหตุคับขันทีไร ของที่หยิบขึ้นมาก็ช่วยให้รอด พ้นได้ทุกทีไป

4. คนขับเกวียนเป็นเพื่อนร่วมจุดหมายที่ปิ๊งป่องอาศัยเกวียนไปด้วย และเป็นเจ้าของ "จอร์จ" วัวที่ได้ชื่อตามเสียงร้องของมัน

...............................

"วี้ด วิ้วว..."

คนขับเกวียนผิวปากแซวสาวงามนางหนึ่งเมื่อเกวียนของเขาแล่นผ่านเธออย่างช้าๆ ขณะที่เจ้าหล่อนกำลังจะเดินกลับบ้าน

"บ้า !" เธอตอบกลับด้วยท่าทีเหนียมอาย แล้วถามต่ออย่างสุภาพว่า "พ่อแกเป็นนกเหรอ"

เขาจอดเกวียนทันที !

"ขอถามแม่นางสักนิด ท่านทราบได้อย่างไรว่าบิดาของข้าเป็นนก ข้าเองเป็นเด็กอาภัพ เกิดมาก็ไม่เคยได้เจอหน้าพ่อ ว่าใช่นกหรือเปล่า ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจคำถามของเหล่าสาวงามที่ถามกลับเมื่อข้าวี้ด วิ้วไป แต่บ่อยๆ เข้า ก็ชักเริ่มสงสัยแล้วสิ ว่าข้าอาจเป็นลูกของนก"

"บ้า !" นางอุทานซ้ำ

คนขับเกวียนซักไซ้นางต่อ (ซักไซ้ คือไต่ถามให้ถี่ถ้วน กรุณาอย่าคิดไปในทางอื่น...ไม่ดี) เมื่อเห็นว่าไม่ได้ความ จึงตัดสินใจลา แล้วออกเดินหน้าสู่เขา เหลียงซานอันเป็นจุดหมายร่วมของหนุ่มใหญ่อย่างเขาและหนุ่มน้อยอย่าง ปิ๊งป่องต่อ ทว่าภายในใจของบุรุษมาดสุขุมผู้นี้ กลับรุ่มร้อนไปด้วยไฟปรารถนาที่ต้องการจะหาคำตอบให้จงได้ ว่าพ่อเขาเป็นนกจริงหรือไม่ !!!? ว่าแล้วก็นั่งเหม่อมองท้องฟ้า จินตนาการถึงความรักที่พ่อนกมีต่อตัวเขา

ขณะที่เกวียนถูกจอร์จ(ชื่อวัว)ลากไป ปิ๊งป่องเอ่ยถามคนขับเกวียน ถึงสิ่งที่แม่นางคนนั้นอุทานขึ้นมาถึงสองครั้งสองครา "ท่านว่าคนบ้าต่างจากคนปกติอย่างไร"

"คนบ้าก็คือคนที่ทำอะไรไม่เหมือนคนปกติทั่วไปน่ะสิ" คนขับเกวียนตอบ ขณะที่กำลังหัดกระพือปีก

"แล้วถ้าคนบ้าหลายๆ คนมาอยู่รวมกันจนกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ทำอะไรบ้าๆ เหมือนกัน คนปกติที่ทำตัวไม่เหมือนกลุ่มคนบ้า เขาจะถูกเรียกว่าอะไร" ปิ๊งป่องต่อความยาวสาวความยืด

คนขับเกวียนที่กำลังนั่งยองๆ อยู่บนตัวเกวียน เอามือไขว่หลัง หัดจิกอาหาร เอี้ยวหน้าขึ้นมาตอบว่า "คนบ้าคงเรียกคนปกติว่าบ้าละมั้ง"

"..." ปิ๊งป่องพยักหน้าเพื่อรับว่าเขาเข้าใจ แต่ในใจก็ได้แต่ส่ายหัวในท่าทางประหลาดๆ ของคนขับเกวียนจนเขาเผลออุทานมาเบาๆ ว่า "ท่าจะบ้า !"

...จะบ้าหรือปกติ อยู่ที่ใครเป็นกลุ่มใหญ่กว่ากันอย่างนั้นรึ

"วี๊ด วิ้ว..."

คราวนี้ไม่ใช่เสียงผิวปากของคนขับเกวียน เสียงแซวมาจากข้างทาง...

ต้นเสียงมาจาก เด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับปิ๊งป่องที่อยู่ในชุดประหลาด เขาใส่หมวกปีใหม่สีแดง ที่เข้ากันไม่ได้เลยกับเสื้อที่มีแขนเสื้อสั้นข้างยาวข้าง และกางเกงขาบานข้างหนึ่งขาลีบขาหนึ่ง

ไม่มีใครถามใครว่าเป็นลูกของนกหรือเปล่า มีเพียงความฉงนสนเท่ห์ของพวกคนขับเกวียนที่มีต่อความแปลกของเด็กหนุ่มเท่านั้น

"ผู้ชายเขาไม่ผิวปากแซวผู้ชายด้วยกันหรอกนะเจ้าหนุ่ม" คนขับเกวียนบอก

"ใครเป็นคนออกกฎนั้นหรือ" เขาสวนมาแบบกวนๆ

"ใครๆ เขาก็รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น ว่าแต่... ทำไมเจ้าจึงแต่งตัวแปลกประหลาดเช่นนี้...เป็นดีไซน์เนอร์ รึเปล่า" ปิ๊งป่องถามบ้าง

"ข้าไม่ได้แปลก พวกท่านนั่นแหละที่แปลก"

ท่าจะไม่ได้การ พวกปิ๊งป่องจึงตัดสินใจหยุดสร้างบทสนทนากับเด็กแปลกหน้าที่หน้าแปลกๆ คนนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทาง แต่จู่ๆ ก็มีแม่เฒ่าคนหนึ่งวิ่งมาร้องห่มร้องไห้กับพวกปิ๊งป่อง

"ลูกข้าไม่ได้ทำให้พวกท่านตกใจใช่ไหม สติมันไม่ค่อยดี ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ !" แล้วนางก็เอาหัวโขกพื้นจนเลือดซิบๆ ที่หน้าผาก จนพวกเขาต้องกระโดดลงจากเกวียนมาห้าม

"หยุดเถอะท่านยาย ลูกท่านไม่ได้ทำให้เราตกใจกันเลย แถมคุยกันดีด้วยซ้ำ ไม่เชื่อถามจอร์จดูสิ" ปิ๊งป่องพยายามผ่อนคลายสถานการณ์

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เพลง ถ่านไฟฉายตรากบ

เพราะดีเลย เซฟเก็บไว้ ^^


ต้นตระกูลผม แต่บางบรรพ์  หลังย่ำสายัณห์ ดวงตะวันเลี่ยงหลบ
จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน  จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ

ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี  ขืนจุดไต้ซี ถ้ามีใครมาพบ
อาจต้องอายขายหน้าอักโข  เขาต้องพากันโห่ ว่าผมโง่บัดซบ

ยุคนี้มันต้องทันสมัย  เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ
ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย  คุณภาพมากมาย สะดวกสบายแทนคบ

ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง  เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ
เหตุ และผลเขาน่าฟังครับ  ขอท่านจงสดับนะท่านที่เคารพ



คือเขาบอกว่า ถ่านไฟฉายตรากบ ไม่ใช่ของนอกที่ส่งมาขยอกเงินไทย และก็ไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก แต่ถ่านไฟฉายตรากบ ทำในเมืองไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ทำให้ดุลการค้าของไทยดีขึ้น… .ดังนั้น นอกจากผมจะชอบกินกบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้ว ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย โอ๊บๆ