วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

สาเหตุของพนักงานลาออกดูเอาแล้วกัน

เพื่อนส่งมาให้ FWD นานมาแล้ว

สาเหตุของพนักงานลาออกดูเอาแล้วกัน

นักศึกษา   ป.ตรี   จบใหม่ชื่อ   น.ส  A  มีความมุ่งมั่นอยากทำงานจึงสมัครเข้าบริษัท  KKK
สมมุติว่า   น.ส  A  เข้าทำงาน  Start 12000  บาท   ทำงาน  3  ปี   แต่ละปีทำงานที่  KKK  เด่นมากในแต่
ละปี   หัวหน้าชื่อปืด   อยากจะให้เงินเดือนเป็น  18000  บาท   ด้วยซ้ำ
แต่   หัวหน้าปืดทำอะไรไม่ได้   จึงทำได้แค่ขึ้นเงินให้  6%  ตลอดทั้ง 3  ปี  (  บริษัทให้  budget  มาแค่  4.5
%  ตามอัตราเงินเฟ้อแต่หัวหน้าหักเงินส่วนของคนอื่นมาขึ้นให้   น.ส  A )
ดังนั้น   น.ส  A   ได้เงินเดือน  12000 x 1.06 x 1.06 x1.06 =
14,292  บาท
(  ถ้าคิดมูลค่าเงินเปลียนไปตามเวลา  Time value of money
โดยคิดเงินเฟ้ย  4.5 %  นั้นหมายความว่า  12000 x 1.045 x 1.045 x 1.045 = 13,693  บาท  )
ทำมา  3  ปีเงินเดือนเพิ่มขึ้นจริงแค่  = 14292 - 13693 = 598
บาท

น.ส  A  คิดมากทำงาน  3  ปี   ได้เงินแค่นี้   ไม่พอเลี้ยงครอบครัว   และคิดค่าใช้จ่ายภายใต้อัตราเงินเฟ้อ
ประเทศไทย  4.5 % ทุกๆปี-- >
คิดๆ   ทำไงดีวะ   หัวหน้าก็ใจดี   แต่เงินไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว  --->  หางานใหม่ดีกว่า

น.ส  A  จึงไปสมัครงานใหม่ด้วยวุฒิที่มีอยู่และประสบการณ์  3  ปีที่ทำงานกับบริษัท  KKK  ไปหางานใหม่ได้
เงินเดือน  20,000  บาท
น.ส  A  ดีใจจังได้เยอะกว่าตั้งเยอะ   รู้อย่างนี้ไปตั้งนานแล้ว

*** เงินเดือนในตำแหน่ง   น.ส  A  Start 12000  บาท   ซึ่งบริษัทกำหนดใว้เป็นฐานเงินเดือนตั้งแต่
ราคาทองคำ  8,000  บาท
ซึ่งเงินเดือนครั้งแรก   น.ส  A  ซื้อทองได้หนัก  1.5  บาท
ก่อนลาออก   น.ส  A  ได้เงินเดือน  13693  บาท    ซึ่งราคาทองราคาปัจจุบัน  13700  บาท/ทอง  1
บาท   โดยที่ก่อน   น.ส  A  ลาออก   เงินเดือนซื้อทองได้หนัก  1  บาทเท่านั้น


หัวหน้าปืดเครียด   ลูกน้องออก   ทำไงดี  --->  กรูกว่าจะ  Train  ลูกน้องคนหนึ่งได้   เหนื่อยนะโว้ย  --->
จึงหาลูกน้องใหม่   และแจ้งเอกสารถึงฝ่ายบุคคลเพื่อรับพนักงานใหม่ <
ซึ่งปกติตำแหน่งของ   น.ส  A  นั้น   ถ้าไม่มี
ประสบการณ์ก็จะ  Start 12,000  บาท

หัวหน้าปืด  :  จึงเร่งถามฝ่ายบุคคลว่า   เมื่อไหร่   จะหาคนให้ได้ซักที   นานแล้วนะ   แล้วอีกอย่างเอกสารที่
คุณส่งมาให้นะมีแต่เรียกเงินเดือนสูงๆทั้งนั้นเลย
ซึ่งแต่ละคนเรียกเงินเดือน  18000-22000  เลย
ฝ่ายบุคคล  :  ปืดไม่ต้องห่วงนะ   เรื่องเงินเดือนเพราะว่าถ้าเขามีประสบการณ์  2-3  ปี   นะพี่ให้ได้
22000  บาท   เลย   ถ้าปืดต้องการเด็กคนไหนในเอกสารพี่ให้ไป
ก็ส่งมาเลย   เพราะว่าพี่มี  Budget  ของลูกน้องปืด  22000  บาท
หัวหน้าปืด  (  นึกในใจแต่ทำอะไรไม่ได้  )  แม้งจะให้กรูรับลูกน้องเงินเดือน  22000  ได้ไง   ลูกน้องแต่ละ
คนทำงานมา 8  ปี   ยังไม่ถึง  20000  เลย   ให้เงินแบบนี้ลูกน้องกรูลาออกหมดนะสิ
แล้วทีกรูอยากให้   น.ส  A  ได้เงินเพิ่มทำไมมรึงไม่ให้วะ   ---->  ทีมรึงรับคนจากข้าง
นอก   ไม่เคยเห็นผลงานเสื้อกให้  22000  บาท   ส้นตรีนจริงๆ
อยากรู้เหมือนกัน   ถ้า   น.ส  A  กลับเข้ามาทำงานเป็นลูกน้องกรู   มรึงจะให้  22,000
บาทไหมอีเวง

นี่ละครับสาเหตุของลูกน้องผมที่ลาออกบ่อยๆ
ท่านผู้บริหาร   ช่วยมาดูหน่อยคร๊าป
ป.ล   ปัจจุบันผมทำได้แค่เพียงรับนักศึกษาจบใหม่แล้วเอามาปั้นให้เป็นเด็กสร้าง    ซึ่งผมคงทำอะไรไม่ได้
ถ้า  3  ปีผ่านไป   เขาต้องลาออกแล้วไปรับเงินเดือนสูงๆที่บริษัทอื่น
หรือเห็นบริษัท  KKK  นี้เป็นที่พักผ่อน   ช่วงรองานที่อื่น
ถ้าเจ้านายฝรั่งไม่เข้ามาดู   ฐานเงินเดือน   ซึ่งไม่เคยได้รับการปรับภายใต้อัตราเงินเฟ้อเลย   แล้วเมื่อ
ไหร่บริษัทจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ละครับเจ้านายยยยย

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 9 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนจะซวยช่วยไม่ได้ จบตอน

"เมื่อเช้า ทำไมเขาจึงไล่ท่านอย่างนั้น" ปิ๊งป่องถามพลางเดินไปส่งไส้ติ่งที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

"ไม่รู้สิ แต่เชื่อไหม ช่วงนี้โชคไม่ค่อยดีเอาเสียเลย เดินไปไหนก็บาดเจ็บ ไม่โดนของหล่นมาใส่หัว ก็โดนซ้อมเพราะหน้าตาดันไปเหมือนกับศัตรูของคนนั้นคนนี้"

เขาลำดับความให้ฟังว่า เขา "ซวยไม่รู้เรื่อง" ได้ตั้งแต่เช้า...ไม่สิ ตั้งแต่หลับเลย นอนหลับก็ฝันร้ายจนตกเตียง ตื่นมาหัวก็มีอันต้องโขกนั่นโขกนี่ หรือไม่ก็หกคะเมนตีลังกา ออกมานอกบ้านก็เกิดเหตุการณ์ราวกับมีภัยพิบัติอยู่รอบๆ ตัวเขาเสมอ

เรียกว่าเข้าขั้น ผู้ป่วยซวยซ้ำซ้อน !

ใครว่า "คนซวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด" ดูท่าจะไม่จริง เพราะแต่ละอย่างที่ไส้ติ่งเจอ มันน่าเกลียดจริงๆ เพราะความซวยยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรกอยู่ตลอด ไม่กี่วันที่ผ่านมา บ้านเขาและเพื่อนบ้านก็เพิ่งถูกโจรแอบมายกเค้าตอนออกไปทำงาน กวาดทรัพย์สินไปหลายครัวเรือน แต่เขาก็ยังคงยิ้มแหยๆ ได้(แต่เพื่อนบ้านแยกเขี้ยวใส่เพราะเห็นว่าเขาเป็นต้นเหตุของความซวย)

"ยังดีนะที่ขโมยไปแค่ของ บ้านข้ายังอยู่ อย่างที่โบราณว่าจริงๆ ขโมยขึ้นบ้าน 10 ครั้งยังไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งนึงหรอก...ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่" เขาพาพวกปิ๊งป่องมาถึงที่บ้านก็จะเตรียมข้าวของไปทำบุญที่วัด (ข้าวของอีกแล้ว)

"พรึบ !" ผู้อ่านหลายคนคงเดาถูก เปลวไฟลุกท่วมบ้านเขาราวกับไฟจากเตาแก๊ส ก่อนจะลามไปสู่บ้านข้างๆ จนชาวบ้านหนีตายกันอลหม่าน

ปิ๊งป่องควานมือลงห่อผ้าวิเศษเพื่อแก้วิกฤตทันที !

สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาคือ ใบทำนายเมื่อวานที่เขาอ่าน ....อ้าว แต่เขาทิ้งมันไปแล้วนี่-ช่างเถอะ ยามหน้าสิ่งหน้าขวานอย่างนี้ มาดูดีกว่าว่ามันจะช่วยทำอะไรให้ดีขึ้น

"ท่านที่เกิดวันที่ 13 ...ซวย !!! ทางแก้-ไฟจากความซวยน่ะ ดับไม่ได้หรอก..." ปิ๊งป่องเงยหน้าขึ้นมาตกใจคำทำนายที่แม่นราวกับตาเห็น แล้วอ่านต่อ "...แต่เอาความซวยไปดับไฟ...ได้"

เมื่อคนซวย ต้องเผชิญหน้ากับความซวย ไส้ติ่งจึงต้องสู้ สู้เท่านั้น สู้แล้วซวย !

เขาโดดเข้าไปในบ้านต้นเพลิง(บ้านเขาเอง)พร้อมกับอุปกรณ์ดับไฟเท่าที่หาได้ใกล้มือ(เอ่อ...กระดาษ และกิ่งไม้เนี่ยนะ) ภาพน่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้น ! ไฟแหวกทางหลบเขา ราวกับน้ำแหวกเป็นสองฝั่งแบบที่ไกรทองลงไปปราบชาละวัน ทำให้เขาสามารถจัดการกับพระเพลิงได้อย่างง่ายดาย

...หลังเหตุการณ์สงบ ชาวบ้านก็มาขอบใจไส้ติ่งเสียยกใหญ่ ก่อนจะรู้เคล็ดในการจัดการกับความซวยของเขา ชาวบ้านยุให้เขาเลิกหาปลา แล้วไปฝากเนื้อฝากตัวกับก๊กโจรต่างๆ ไส้ติ่งก็เชื่อตามนั้น

ไม่นานความซวยของเขาก็แผงฤทธิ์ ก๊กโจรที่เขาไปอยู่แตกพ่ายไปไม่เหลือชิ้นดี

จากนั้น ไส้ติ่งก็เป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้าน มีหลายคนถามไส้ติ่งว่า เคยนึกเสียใจไหม ที่เคยเป็นไส้ติ่งธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครใส่ใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามีเขาอยู่ในเมืองนี้ กระทั่ง "ความซวย" ของเขาปรากฎขึ้น คนจึงเริ่มหันมาใส่ใจ และรู้ว่าเขา "มีอยู่" แต่ก็เป็นความใส่ใจที่อยากจะขับไล่เขาออกไป เพื่อให้ตัวเองปลอดภัย

เขาตอบว่า "ไม่เสียใจหรอก ผมเป็นแค่คนที่โชคไม่ดีเท่านั้น !"

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 9 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนจะซวยช่วยไม่ได้

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนจะซวยช่วยไม่ได้

Friday, June 27, 2003

โดยMGR ONLINE


"ท่านไม่ได้เกิดวันที่ 13 ใช่ไหม!"

ปิ๊งป่องเอ่ยถามคนขับเกวียน หลังหยิบใบทำนายโชคชะตาประจำสัปดาห์ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอ่าน

"เปล่านี่...ทำไมรึ"

"ก็คำทำนายในนี้สิ ดูแปลกๆ คำทำนายของวันอื่นก็ปกติดี แต่พอเป็นของวันที่ 13 ก็ทำนายเสียสั้นเชียว"

"เขาว่าอย่างไรล่ะ"

"ซวย !!!" ว่าแล้วปิ๊งป่องก็ทิ้งใบทำนายไป โดยไม่สนใจว่า หากเกิดวันที่ 13 จะมีทางสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีไหน เพราะเห็นว่าไม่มีใครในกลุ่มเกิดวันที่ 13

คนขับเกวียนหัวเราะในลำคอ แล้วเดินเข้าไปเช็คอินในโรงเตี๊ยมเก่าๆ แห่งหนึ่ง เพื่อพักแรมสักคืน

ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ห้องพักของพวกเขาอยู่บนชั้นสอง คนขับจอดจอร์จ(เป็นชื่อวัว)และเกวียนของเขาในที่จอดด้านหลังโรงเตี๊ยม ฟ้าสางเมื่อไหร่ พวกเขาจะได้เคลื่อนขบวนสู่เขาเหลียงซานอันไกลโพ้นกันต่อ

ครั้นพอแสงอาทิตย์เริ่มสอดส่องมา มอร์นิ่งคอลก็ดังปลุกแขกที่มาพักจนสะดุ้งโหยง ต้นเสียงมาเถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมซึ่งอยู่ชั้นล่าง

"ไปให้พ้นเลยนะ ! เจ้าตัวซวย อย่ามาเหยียบบ้านข้า...ไป !" เถ้าแก่แหกปากจนแขกหลายคนเดินงัวเงียลงมาดู รวมทั้งสองหนุ่มด้วย

"แน่ะ ! ไล่แล้วยังไม่ยอมไปอีก !"

ทั้งปิ๊งป่องและคนขับเกวียนเข้าไปสอบถามเถ้าแก่ว่าเหตุใดจึงพยายามขับไล่หนุ่มใหญ่ร่างท้วมคนนั้น

"จะอะไรเสียอีกล่ะ ก็ความซวยของมันน่ะสิ ขืนให้มาอยู่ใกล้ เดี๋ยวก็ได้ซวยกันไปหมด" เถ้าแก่เอาไม้กวาดปัดตามทางเดินที่ชายคนนั้นเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม แล้วพูดต่อ "ใครๆ เขาก็รู้กิตติศัพท์มันทั้งนั้น ขนาดจิ้งจกหน้าบ้านมันยังไม่กล้าทักมันเลย กลัวซวยไปด้วย"

...ขนาดนั้นเลย

ชายร่างท้วมเพียงต้องการนำเศษสตางค์ที่พอมีติดกระเป๋ามาหาซื้อซาลาเปาที่โรงเตี๊ยมเพื่อนำไปทำบุญ ในเมื่อเถ้าแก่ยังไม่ยอมให้เข้าร้าน เขาก็ยังเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น (ปักหลักนั่งที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะนั่งปุ๊บก็โดนไล่ปั๊บ)

นับเป็นเช้าที่โกลาหลทีเดียวสำหรับสิ่งที่ได้ปิ๊งป่องประสบในเมืองใหญ่แห่งนี้ เขาขึ้นไปเก็บข้าวของ (ปิ๊งป่องเคยสงสัยว่าทำไมต้องเป็น "เก็บข้าวของ" แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบเขาได้) แล้วเดินตามคนขับเกวียนลงมาเช็คเอาท์ที่ด้านล่าง เถ้าแก่ถามเขาว่าได้กินซาลาเปาในตู้กับข้าว(สแน็กบาร์)ในห้องหรือเปล่า...เขาตอบว่าเปล่า เพราะเขารู้ดีว่า ของในตู้กับข้าวจะถูกชาร์ทแพง เลยได้แต่กินน้ำชาในกระติกที่เป็นของฟรีเท่านั้น

หลังจ่ายค่าโรงเตี๊ยม ก็จัดสัมภาระขึ้นเกวียนเตรียมที่จะออกเดินทาง เขาได้พบกับชายร่างท้วนคนเมื่อเช้าอีกครั้ง แต่คราวนี้หัวเขาอาบไปด้วยเลือด ทว่าใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม(ดูโรคจิตมาก)

"หัวท่านไปโดนอะไรมา" ปิ๊งป่องถาม

"โชคไม่ดีน่ะ เดินอยู่ดีๆ กระเบื้องมุงหลังคาก็ตกลงมาใส่ อูย...นี่ยังเจ็บอยู่เลย"เขาลูบแผลที่หัว จนพวกปิ๊งป่องต้องเข้าช่วยเหลือ ระหว่างที่ปิ๊งป่องและคนขับเกวียนช่วยปฐมพยาบาลให้ชายร่างท้วม พวกเขาก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับคนๆ นี้มากขึ้น

เขามีชื่อว่า "ไส้ติ่ง" เป็นไส้ติ่งอ้วนๆ เกิดวันที่ 13 มีอายุย่าง 30 แต่ยังไม่มีครอบครัว ปัจจุบันมีอาชีพเป็นชาวประมงน้ำจืด จับปูจับปลาไปตามเรื่อง มีเรือเล็กๆ เป็นของตัวเองอยู่ลำหนึ่ง

"ข้าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะทำมาหากินได้อย่างไร เพราะเห็นแต่ประกาศจากทางการบอกว่า เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง เลยไม่ค่อยได้ออกไปไหน" เขาเล่าถึงความซวยที่ไม่มีงาน ไม่มีเงิน พร้อมๆ กับขยับผ้าพันแผลให้เข้ารูปกับหัวโตๆ ของเขา

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีแก้ท้องผูก

หลังๆ ไม่ค่อยถ่าย เลยหาวิธีแก้ท้องผูกก็ไปอ่านเจอคอลัมใน เวปผู้จัดการออนไลน์ เห็นว่ามีประโยชน์ดีเลยเอามาโพสเก็บไว้

       “ ท้องผูก” เรื่องน่าหงุดหงิดที่ไม่ค่อยอยากบอกคนใกล้ตัว ในประเทศอังกฤษ พบว่า มีผู้ที่มีอาการท้องผูกกว่า 6 ล้านคน จากข้อมูลพบว่าคนไทยมีปัญหาท้องผูกกว่า 1 ล้านคน (ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร) พบว่า ผู้หญิงมีปัญหาท้องผูกมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวัยกลางคนขึ้นไป และพบมากขึ้นในผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

      นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ สาขาอายุกรรมทั่วไป ประจำ กล้วยน้ำไท 2 (เครือ รพ.กล้วยน้ำไท) เปิดเผยว่า “ผู้สูงอายุมักมีปัญหาเรื่องท้องผูก เพราะมักจะรับประทานอาหารที่เคี้ยวง่าย ซึ่งส่วนใหญ่อาหารกลุ่มนี้มักไม่ค่อยมีกากใย ดื่มน้ำน้อยลงเพราะกังวลเรื่องการเข้าห้องน้ำ การเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่น้อยลง รวมถึงไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้ลำไส้ไม่ค่อยบีบตัว นอกจากนี้ โรคบางโรคยังส่งผลต่ออาการท้องผูก เช่น โรคเบาหวาน

      สำหรับ หนุ่ม-สาวออฟฟิศ สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาท้องผูก นพ.อิทธิชัย กล่าวว่า พบบ่อยคือผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ดังนี้

 1.ได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอ แนะนำให้กินอาหารที่มีไฟเบอร์ ซึ่งมีมากในข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ ผลไม้สด และผัก ควรรับประทานผัก ผลไม้ 5 ส่วนใน 1 วัน

 2.ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว น้ำช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น และระบบการขับถ่ายทำงานง่ายขึ้น

 3.ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และเลือกกีฬาที่ทำให้ลำไส้มีการขยับตัว เช่น เดิน วิ่ง ฯลฯ

 4.กลั้นถ่าย ดังนั้น ควรรีบเข้าห้องน้ำทุกครั้งเมื่อรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ

 5.ทานยาบางตัวที่ส่งผลให้ท้องผูก เช่น ยาลดความดันบางตัว อาหารเสริมธาตุเหล็ก ยาแก้ปวดบางตัว ยาคลายเครียดบางชนิด ฯลฯ

 6.รับประทานยาถ่ายเป็นประจำ ยาถ่ายทำให้ถ่ายง่ายขึ้น แต่ก็ต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ

 7.ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หรือชีวิตประจำวัน เช่น ตั้งครรภ์ การเดินทาง ฯลฯ การตั้งครรภ์ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือมดลูกกดทับลำไส้ ส่วนการเดินทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอาหารที่รับประทาน และชีวิตประจำวัน

   
    รู้ได้อย่างไรว่า “ ท้องผูก ” หรือไม่ ?

     เรามักเข้าใจว่า ต้องเข้าห้องน้ำทุกวัน แต่ร่างกายบางคนแตกต่างกันออกไป ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกคือผู้ที่ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ที่มีปัญหาถ่ายอุจจาระยากต้องใช้แรงเบ่งมาก หรือผู้ที่ถ่ายอุจจาระไม่สุดอยู่บ่อยๆ


     9 ทริก ง่ายๆ ช่วยแก้อาการ “ท้องผูก”

1.ทานเม็ดแมงลักแช่น้ำ ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำให้พองเต็มที่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว (250 ซีซี)

2.มะละกอสุก ประมาณ 1/4 ลูก

3.ดื่มน้ำอุ่น 3-4 แก้ว (750-1,000 ซีซี) ขณะท้องว่าง ควรดื่มภายใน 10 – 15 นาที หลังลุกจากที่นอน (ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ 05.00-07.00 น.) ควรยืนดื่มน้ำ เพื่อไม่ให้รู้สึกจุก เดินไปมาเพื่อให้ลำไส้ขยับตัว

4.ลูกพรุนแห้ง ควรรับประทานทานตอนกลางคืนก่อนเข้านอน แต่ไม่ควรทานมาก และไม่ควรทานบ่อยเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง

5.น้ำมะขามเปียกค่อนข้างเข้มข้น ประมาณ 1 แก้ว ควรดูปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง

6.ขับถ่ายให้เป็นเวลา และไม่ควรกลั้นอุจจาระ

7.ควรเดินออกกำลังกาย ประมาณ 20-30 นาที จะทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

8.นวดบริเวณลำไส้ใหญ่ โดยนวดที่บริเวณใต้สะดือ ใช้มือนวดวนตามแนวลำไส้ใหญ่ (ทวนเข็มนาฬิกา) ทำสักพักจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ

 9.นั่งถ่ายในลักษณะชันเข่า ท่านั่งที่ดีที่สุดในการเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย คือ การนั่งยอง ๆ แบบส้วมหลุม เนื่องจากทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectum) อยู่ในลักษณะตรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่าย และไม่มีอุจจาระเหลือค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งถ้าที่บ้านเป็นชักโครก สามารถแก้ปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยการใช้เท้าชันบนกล่อง หรือถังขยะในลักษณะที่ให้เข่ายกสูงขึ้น แต่เท้าอยู่บนกล่องแต่เป็นระนาบเดียวกับพื้น


เครดิตเอามาจาก : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000091841

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 8 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : จอมโจรโพสอิท จบตอน

"อุปสรรคมันมีมากเหลือเกิน ข้าจะเลิกล้มการเดินทางดีไหม แต่นี่ก็มาไกลแล้ว เหลียงซานมีอะไรบ้าง ข้าก็ยังไม่รู้ ท่านครับ ข้าจะทำอย่างไรดี" ปิ๊งป่องมองพระพุทธรูปแล้วนึกในใจ ก่อนจะเดินไปแปะทองคำเปลวที่หลังพระตามที่โพสอิทแนะนำไว้

"คุณพระช่วยกล้วยทอด !" ปิ๊งป่องอุทานออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาไม่ได้เจอกล้วยทอด ไม่ได้ร้องให้พระท่านมาช่วยทอดกล้วย แต่เขาอุทานจริงๆ เขาเห็นโพสอิทแปะอยู่ แต่คราวนี้ข้อความบนกระดาษไม่ใช่ "ปิดทองหลังพระ" ทว่าเป็นข้อความอธิบายขั้นตอนของการเข้าไปขโมยของในบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง

เขาเริ่มประติดประต่อเรื่อง - จอมโจร - โพสอิท - ปิดทองหลังพระ - ขั้นตอนการขโมย...เขาเกาหัวทั้งที่ไม่รู้สึกคัน

"ผู้ที่แปะกระดาษพวกนี้เป็นคนความจำเสื่อมน่ะโยม อาตมารู้จักเขาดี" พระอาวุโสที่ยืนอยู่ด้านหลังของปิ๊งป่องพูดด้วยน้ำเสียงแหบๆ "เขาเป็นคนมีกรรม ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาเขาจะลืมหมดสิ้นทุกสิ่ง เขาจึงต้องจดสิ่งที่ต้องทำไว้บนกระดาษเหลืองพวกนี้ แล้วแปะซ่อนไว้ที่หลังพระพุทธรูปเพื่อไม่ให้ คนเห็น"

"อ๋อ...ข้าเข้าใจแล้ว ฉะนั้นเขาจึง..."

"ถูกต้อง" ท่านพูดตามสูตรหนังจีนที่รู้ว่าอีกคนหนึ่งคิดอะไรอยู่

"ปิดทองหลังพระ" ถูกแปะไว้เพื่อนำเขามาสู่เบื้องหลังพระพุทธรูปองค์นี้ และที่นี่เอง จะบอกว่าเขาคือใคร ปรารถนาอะไร และมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ซึ่งทุกเย็นเขาจะต้องเขียนสิ่งที่จะต้องทำในวันพรุ่งแล้วแปะไว้ที่นี่ รวมทั้งออกไปแปะโพสอิทเพื่อนำพาเขามาสู่ "หลังพระ" ได้อีก

"แล้วทำไม เขาไม่แปะไว้ที่บ้าน หรือสักไว้ที่ตัว อย่างหนังเรื่อง Memento ล่ะ" ปิ๊งป่องถาม

"เอาไว้เจ้าเจอตัวเขาแล้วถามเขาสิ" ท่านพูดแล้วเดินจากไป

ปิ๊งป่องเล่าคนขับเกวียนฟัง ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่า จะลอบเข้ามาเปลี่ยนข้อความบนโพสอิทในช่วงดึก

"ไปบ้านนายอำเภอเวลาเที่ยงตรง แล้วบอกว่า ข้าคือจอมโจรโพสอิท" พวกเขาเปลี่ยนข้อความในโพสอิท

พอเที่ยงตรง จอมโจรมาบ้านนายอำเภอตรงเวลานัด แล้วก็ถูกจับกุมไปตามคาด ทว่าเวลานี้ไม่มีจอมโจร ของกลางก็ตามหาไม่ได้ มีเพียงคนความจำเสื่อมที่ว่านอนสอนง่ายที่ในมือมีโพสอิทปึกหนึ่งเท่านั้น

ปิ๊งป่องและคนขับเกวียนได้รางวัลจากทางการ รวมทั้งได้ผ่านด่านสมใจ แต่ก่อนจะออกเดินทางต่อ ปิ๊งป่องหันมาถามอดีตจอมโจร "ช้าก่อนท่าน ทำไมท่านจึงไม่แปะกระดาษเตือนความจำไว้ที่บ้าน หรือสักข้อความติดตัวล่ะ"

เขาหันกลับมายิ้ม แล้วยื่นโพสอิทให้ปิ๊งป่องหนึ่งแผ่นที่มีข้อความว่า "ปิดทองหลังพระ" n

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 8 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : จอมโจรโพสอิท

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : จอมโจรโพสอิท

Friday, June 20, 2003

โดยMGR ONLINE


ฉากหนึ่งในหนังจีนที่เรามักเห็นกันเสมอ คือฉากชาวบ้านชี้โบ๊ชี้เบ๊มุงดูป้ายประกาศของทางการ...และทุกครั้งจะมีคนคอยบรรยายเนื้อความบนป้ายให้ชาวบ้านได้ฟังเสมอ...ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน !

ป้ายประกาศอยู่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ปิ๊งป่องและชาวคณะจะต้องนำเกวียนผ่านเพื่อไปสู่เขาเหลียงซาน จู่ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งก็เริ่มอ่านประกาศ

"อะแฮ่ม นับแต่นี้เป็นต้นไป ทางการขอประกาศให้ทุกคนทราบตรงกันว่า การนับเลขเพื่อจะถ่ายรูป จะใช้การนับแบบ 1-2-3-แชะ! เป็นมาตรฐานเดียวกัน...ห้ามใช้การนับแบบ1-2-แชะ! เป็นอันขาด เนื่องจากที่ผ่านมามีความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ถ่าย และผู้ถูกถ่าย (ถ่ายในที่นี้คือ ถ่ายรูป) จนเกิดความเสียหายอยู่เสมอ เพราะผู้ถูกถ่ายไม่สามารถคาดการณ์จังหวะการกระพริบตา และส่งเสียงเห้ ! เมื่อถ่ายรูปเสร็จได้ ส่งผลให้รูปที่ออกมาตาปรือ และเผลอชูแขนเก้ๆ กังๆ อยู่เป็นเนืองๆ ...จึงเรียนมาเพื่อทราบ ลงชื่อ ทางการ(ที่ถ่ายรูปแล้วหลับตาเสมอ)"

ชาวบ้านจับกลุ่มเสวนาปัญหาดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน บ้างก็ว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล บ้างก็โจมตีว่านโยบายของทางการเจตนาจะสนอง need ของตัวเอง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้

คนขับเกวียนไม่ได้ไปยืนมุงกับเขาด้วย เพราะกำลังง่วนเจรจากับนายด่านเพื่อขอนำเกวียนผ่านทาง ขณะที่ปิ๊งป่องปลีกตัวมาเดินแก้เซ็งแถวหน้าประตูเมืองจึงได้ผสมโรงร่วมมุงไปกับชาวบ้าน

เขาสังเกตว่าที่มุมเล็กๆ ของป้ายประกาศมีข้อความว่า "ผู้ใดสามารถนำตัวจอมโจรโพสอิทมาส่งทางการได้จะได้รับรางวัลก้อนโต"

จอมโจรโพสอิท ?

ไม่นาน คนขับเกวียนเดินมาบอกปิ๊งป่องว่า ถูกนายด่านปฏิเสธการผ่านเข้าเมือง เนื่องจากไม่มีค่าผ่านทาง ขอจงหยิบของในห่อผ้าวิเศษขึ้นมาเพื่อผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ เพราะหาไม่แล้ว ก็ยากที่จะไปถึงเขาเหลียงซานตามที่ฝันได้ เขาก็เชื่อตามนั้น และควานมือลงห่อผ้าทันที

สิ่งที่เขาหยิบออกมาคือ ทองคำเปลวหนึ่งชุด ที่ทั้งสองมั่นใจว่าต้องช่วยนำพาให้สามารถผ่านเข้าออกเมืองได้อย่างไม่มีปัญหา

ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นายด่านไม่ยินดีรับทองคำเปลวเป็นค่าผ่านทาง แถมยังกักพวกเขาไว้ที่หน้าด่าน กระทั่งปิ๊งป่องนึกขึ้นได้ว่า มีอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ก็คือ การตามจับจอมโจรโพสอิท เพื่อนำรางวัลนำจับมาจ่ายเป็นค่าผ่านทาง จึงได้ให้คำมั่นแก่นายด่านว่าจะจับโจรมาส่งทางการโดยเร็วที่สุด

นายด่านยิ้มที่มุมปาก แล้วให้พวกเขาจอดเกวียนและจอร์จ(เป็นชื่อวัว)ไว้ที่ด่าน ก่อนจะปล่อยให้ทั้งสองผ่านประตูเมืองเพื่อออกไล่ล่าจอมโจรตามสัญญา

พอก้าวพ้นประตูเมือง ภาพที่ปิ๊งป่องและคนขับเกวียนเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง ไม่ใช่เพียงภาพของ "ความเป็นเมือง" ที่เด็กบ้านนอกอย่างปิ๊งป่องเพิ่งเคยได้เห็น เหนือกว่านั้นมันคือภาพของ "โพสอิท" กระดาษแปะที่ใช้สำหรับเตือนความจำ ซึ่งถูกติดไว้ตามที่ต่างๆ เกลื่อนเมืองไปหมด

ทุกแผ่นมีข้อความว่า "ปิดทองหลังพระ" !

เท่าที่สอบถามจากผู้คนว่างงานที่พอมีเวลาผ่านไปมา บางคนบอกว่าคงจะเป็นโฆษณาที่ตั้งใจให้คนสงสัยและติดตาม ก่อนจะเฉลยว่าเป็นสินค้าชนิดใด ขณะที่คนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเป็นฝีมือของ "จอมโจรโพสอิท" ที่ออกปล้นบ้านคนไม่เว้นแต่ละวัน แล้วจะแปะโพสอิททิ้งไว้ตามที่ต่างๆ

อย่างหน้าโรงเตี้ยมนั่นก็มี ที่หน้าวัดโน่นก็ใช่ แต่จะแปะเพื่อประสงค์ใดนั้น การตีความของชาวบ้านแตกออกเป็นหลายกระแส จนจับต้นชนปลายไม่ถูก เท่าที่รวบรวมข้อมูล พวกปิ๊งป่องยังคงจนปัญญาที่จะวางแผนจับตัวจอมโจรโพสอิท ทั้งสองคิดแผนโน่นแผนนี่มากมาย แต่ก็ยังดูไม่เข้าท่าสักแผน

"เครียดจัง เข้าไปในวัดทางด้านโน้นกันเอาไหมท่าน" ปิ๊งป่องชวนคนขับเกวียนขณะนั่งพลิกดูชุดทองคำเปลวที่หยิบขึ้นมาจากห่อผ้า หวังจะใช้ศาสนาเป็นเครื่องชโลมจิตใจ ซึ่งคนขับเกวียนก็เห็นด้วย

พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เด่นสง่าในโบสถ์ กำลังรับฟังจิตอธิษฐานของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังสับสนในความคิดอย่างไม่ไหวติง

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แจกคูปอง Godaddy 20-25%

คูปอง Godaddy ลด 30% .com Code : gda914p

คูปอง Godaddy ลด 30% .com Code : gda842p
คูปอง Godaddy ลด 30% .com Code : gda835p


แจกคูปอง Godaddy เผื่อจะมีประโยชน์มีตั้งแต่ 20-30%

คูปอง Godaddy ลด 30% .com Code : gda627p
คูปอง Godaddy ลด 20% Code : gda628p
คูปอง Godaddy ลด 25% ถ้า order เกินกว่า 75$ Code : gda629q 

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 7 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนบ้า จบตอน

"จอร์จจ..."

"ข้าล่ะปวดหัวกับมันจริงๆ มีลูกชายคนเดียวก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ ฮือ ฮือ" นางพยายามเอาหัวโขกพื้น

ก่อนจะได้เห็นใครบาดเจ็บล้มตายไปต่อหน้า ปิ๊งป่องควานมือลงห่อผ้าทันที

สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาคือ แว่นตากระดาษที่ใช้ดูหนังสามมิติ ที่ข้างหนึ่งแดงข้างหนึ่งน้ำเงิน

เขาส่งมันให้แม่เฒ่าสวม เพราะนึกในใจว่ามันน่าจะช่วยให้เธอมองเห็นลูกชาย ของเธอได้ "ใกล้ชิด" ขึ้น เหมือนที่เขาเคยใช้ดูหนังสามมิติตอนเด็กๆ โดยลืมคิดไปว่า เพียงแค่สวมแว่นสามมิติแล้ว ใช่ว่าจะได้เห็นภาพ "ใกล้ชิด" เสมอไป

คนขับเกวียนซึ่งดูเหตุการณ์อยู่ก็ได้แต่นึกศรัทธาในตัวของปิ๊งป่อง (แต่ไม่ได้คิดแบบปิ๊งป่อง) เพราะหยิบของในห่อผ้าขึ้นมาทีไรก็แก้ไขวิกฤตได้ทุกครั้ง (แต่ปิ๊งป่องไม่เคยคิด)

ลูกชายของยายเฒ่า ทำให้เขานึกถึงเรื่องเล่าของฝรั่งเรื่องหนึ่ง "ป้าครับนั่งพักให้สบายก่อนนะ แล้วฟังข้า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..." ทุกคนต่างจัดที่จัดทางเตรียมฟังนิทานกันอุตลุด

...มีพ่อมดตนหนึ่งต้องการจะทำลายอาณาจักรของพระราชา (สามารถเปลี่ยนเป็นฮ่องเต้ได้แล้วแต่รสนิยม) เขาเอายาพิษใส่ลงในบ่อซึ่งประชาชนใช้ดื่ม ใครก็ตามที่ดื่มน้ำนั้นก็จะกลายเป็นบ้าในทันที รุ่งเช้าปรากฏว่าคนกลายเป็นบ้ากันหมดเพราะดื่มยาพิษเข้าไป เว้นแต่พระราชาและราชวงศ์ที่มีบ่อน้ำอีกแห่งต่างหาก ซึ่งพ่อมดใส่ยาพิษไม่ได้

พระราชาห่วงประชาชนมาก จึงออกคำสั่งหลายประการให้ปกป้องสุขภาพของราษฎร แต่ตำรวจและข้าราชบริพารหลายคนได้ดื่มยาพิษเข้าไป จึงพากันคิดว่า คำสั่งของพระราชาเป็นสิ่งเหลวไหล และไม่ยอมทำตาม ขณะเดียวกัน คนก็คิดว่าพระราชาบ้าไปแล้ว ถึงได้ออกคำสั่งไร้เหตุผล ต่างรวมตัวกันขับไล่ให้สละราชสมบัติ

พระราชารู้สึกสิ้นหวัง จึงเตรียมตัวสละราชสมบัติ แต่พระราชินีห้ามไว้ และเสนอความเห็นว่า "เราไปดื่มน้ำจากบ่อของประชาชนกันเถอะ จะได้เป็นเหมือนอย่างเขา"

เมื่อดื่มน้ำพิษเข้าไป ทั้งสองก็มีอาการบ้า พูดไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ประชาชนรู้สึกผิด เห็นว่าพระราชามีไหวพริบ และควรเป็นกษัตริย์ต่อไป ประเทศของพระองค์ก็ดำรงต่อมาอย่างสันติสุข แม้ประชาชนในประเทศจะมีอาการแปลกๆ กว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม (เวรอนิกา ขอตาย,เปาโล โคเอโย)

...พอนิทานจบ ดูเหมือนยายเฒ่าจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่สนิทดี เขาจึงพูดต่อ ขณะที่เด็กๆ และจอร์จ หลับไปกันหมดแล้ว "ป้าลองเอามือปิดแว่นทีละข้างดูสิ แล้วบอกผมว่าป้าเห็นอะไร"

"...พอปิดข้างสีแดงป้าก็เห็นทุกอย่างเป็นสีน้ำเงิน แต่ถ้าปิดอีกข้างก็เป็นสีแดงไปหมด"

"นั่นแหละป้า คือวิธีที่คนเราใช้มองกัน บางทีไม่ใช่แค่เอาแว่นสีแปลกๆ มาใส่มอง ยังปิดตาให้เห็นสีเพี้ยนไปเสียอย่างนั้น...คราวนี้ป้าลองถอดแว่นออกสิครับ แล้วบอกผมอีกครั้งว่าเห็นอะไร"

"ป้าเห็นลูกของป้าชัดขึ้นจ้ะ !" n

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 7 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนบ้า

บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : คนบ้า

Friday, June 13, 2003

โดยMGR ONLINE


คำแนะนำก่อนอ่าน

1. ห้ามอ่านเกินอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพราะถ้าเกินกว่านั้น จะเขียนไม่ทัน

2. ไม่อ่านตอนก่อนก็รู้เรื่อง แต่ถ้าอยากอ่านย้อน มีใน www.manager.co.th ผู้จัดการรายสัปดาห์

3. ปิ๊งป่องมีห่อผ้าวิเศษที่พอมีเหตุคับขันทีไร ของที่หยิบขึ้นมาก็ช่วยให้รอด พ้นได้ทุกทีไป

4. คนขับเกวียนเป็นเพื่อนร่วมจุดหมายที่ปิ๊งป่องอาศัยเกวียนไปด้วย และเป็นเจ้าของ "จอร์จ" วัวที่ได้ชื่อตามเสียงร้องของมัน

...............................

"วี้ด วิ้วว..."

คนขับเกวียนผิวปากแซวสาวงามนางหนึ่งเมื่อเกวียนของเขาแล่นผ่านเธออย่างช้าๆ ขณะที่เจ้าหล่อนกำลังจะเดินกลับบ้าน

"บ้า !" เธอตอบกลับด้วยท่าทีเหนียมอาย แล้วถามต่ออย่างสุภาพว่า "พ่อแกเป็นนกเหรอ"

เขาจอดเกวียนทันที !

"ขอถามแม่นางสักนิด ท่านทราบได้อย่างไรว่าบิดาของข้าเป็นนก ข้าเองเป็นเด็กอาภัพ เกิดมาก็ไม่เคยได้เจอหน้าพ่อ ว่าใช่นกหรือเปล่า ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจคำถามของเหล่าสาวงามที่ถามกลับเมื่อข้าวี้ด วิ้วไป แต่บ่อยๆ เข้า ก็ชักเริ่มสงสัยแล้วสิ ว่าข้าอาจเป็นลูกของนก"

"บ้า !" นางอุทานซ้ำ

คนขับเกวียนซักไซ้นางต่อ (ซักไซ้ คือไต่ถามให้ถี่ถ้วน กรุณาอย่าคิดไปในทางอื่น...ไม่ดี) เมื่อเห็นว่าไม่ได้ความ จึงตัดสินใจลา แล้วออกเดินหน้าสู่เขา เหลียงซานอันเป็นจุดหมายร่วมของหนุ่มใหญ่อย่างเขาและหนุ่มน้อยอย่าง ปิ๊งป่องต่อ ทว่าภายในใจของบุรุษมาดสุขุมผู้นี้ กลับรุ่มร้อนไปด้วยไฟปรารถนาที่ต้องการจะหาคำตอบให้จงได้ ว่าพ่อเขาเป็นนกจริงหรือไม่ !!!? ว่าแล้วก็นั่งเหม่อมองท้องฟ้า จินตนาการถึงความรักที่พ่อนกมีต่อตัวเขา

ขณะที่เกวียนถูกจอร์จ(ชื่อวัว)ลากไป ปิ๊งป่องเอ่ยถามคนขับเกวียน ถึงสิ่งที่แม่นางคนนั้นอุทานขึ้นมาถึงสองครั้งสองครา "ท่านว่าคนบ้าต่างจากคนปกติอย่างไร"

"คนบ้าก็คือคนที่ทำอะไรไม่เหมือนคนปกติทั่วไปน่ะสิ" คนขับเกวียนตอบ ขณะที่กำลังหัดกระพือปีก

"แล้วถ้าคนบ้าหลายๆ คนมาอยู่รวมกันจนกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ทำอะไรบ้าๆ เหมือนกัน คนปกติที่ทำตัวไม่เหมือนกลุ่มคนบ้า เขาจะถูกเรียกว่าอะไร" ปิ๊งป่องต่อความยาวสาวความยืด

คนขับเกวียนที่กำลังนั่งยองๆ อยู่บนตัวเกวียน เอามือไขว่หลัง หัดจิกอาหาร เอี้ยวหน้าขึ้นมาตอบว่า "คนบ้าคงเรียกคนปกติว่าบ้าละมั้ง"

"..." ปิ๊งป่องพยักหน้าเพื่อรับว่าเขาเข้าใจ แต่ในใจก็ได้แต่ส่ายหัวในท่าทางประหลาดๆ ของคนขับเกวียนจนเขาเผลออุทานมาเบาๆ ว่า "ท่าจะบ้า !"

...จะบ้าหรือปกติ อยู่ที่ใครเป็นกลุ่มใหญ่กว่ากันอย่างนั้นรึ

"วี๊ด วิ้ว..."

คราวนี้ไม่ใช่เสียงผิวปากของคนขับเกวียน เสียงแซวมาจากข้างทาง...

ต้นเสียงมาจาก เด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับปิ๊งป่องที่อยู่ในชุดประหลาด เขาใส่หมวกปีใหม่สีแดง ที่เข้ากันไม่ได้เลยกับเสื้อที่มีแขนเสื้อสั้นข้างยาวข้าง และกางเกงขาบานข้างหนึ่งขาลีบขาหนึ่ง

ไม่มีใครถามใครว่าเป็นลูกของนกหรือเปล่า มีเพียงความฉงนสนเท่ห์ของพวกคนขับเกวียนที่มีต่อความแปลกของเด็กหนุ่มเท่านั้น

"ผู้ชายเขาไม่ผิวปากแซวผู้ชายด้วยกันหรอกนะเจ้าหนุ่ม" คนขับเกวียนบอก

"ใครเป็นคนออกกฎนั้นหรือ" เขาสวนมาแบบกวนๆ

"ใครๆ เขาก็รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น ว่าแต่... ทำไมเจ้าจึงแต่งตัวแปลกประหลาดเช่นนี้...เป็นดีไซน์เนอร์ รึเปล่า" ปิ๊งป่องถามบ้าง

"ข้าไม่ได้แปลก พวกท่านนั่นแหละที่แปลก"

ท่าจะไม่ได้การ พวกปิ๊งป่องจึงตัดสินใจหยุดสร้างบทสนทนากับเด็กแปลกหน้าที่หน้าแปลกๆ คนนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทาง แต่จู่ๆ ก็มีแม่เฒ่าคนหนึ่งวิ่งมาร้องห่มร้องไห้กับพวกปิ๊งป่อง

"ลูกข้าไม่ได้ทำให้พวกท่านตกใจใช่ไหม สติมันไม่ค่อยดี ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ !" แล้วนางก็เอาหัวโขกพื้นจนเลือดซิบๆ ที่หน้าผาก จนพวกเขาต้องกระโดดลงจากเกวียนมาห้าม

"หยุดเถอะท่านยาย ลูกท่านไม่ได้ทำให้เราตกใจกันเลย แถมคุยกันดีด้วยซ้ำ ไม่เชื่อถามจอร์จดูสิ" ปิ๊งป่องพยายามผ่อนคลายสถานการณ์

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เพลง ถ่านไฟฉายตรากบ

เพราะดีเลย เซฟเก็บไว้ ^^


ต้นตระกูลผม แต่บางบรรพ์  หลังย่ำสายัณห์ ดวงตะวันเลี่ยงหลบ
จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน  จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ

ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี  ขืนจุดไต้ซี ถ้ามีใครมาพบ
อาจต้องอายขายหน้าอักโข  เขาต้องพากันโห่ ว่าผมโง่บัดซบ

ยุคนี้มันต้องทันสมัย  เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ
ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย  คุณภาพมากมาย สะดวกสบายแทนคบ

ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง  เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ
เหตุ และผลเขาน่าฟังครับ  ขอท่านจงสดับนะท่านที่เคารพ



คือเขาบอกว่า ถ่านไฟฉายตรากบ ไม่ใช่ของนอกที่ส่งมาขยอกเงินไทย และก็ไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก แต่ถ่านไฟฉายตรากบ ทำในเมืองไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ทำให้ดุลการค้าของไทยดีขึ้น… .ดังนั้น นอกจากผมจะชอบกินกบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้ว ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย โอ๊บๆ 




วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 7 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : เด็กปากเหม็น จบตอน

ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เพียงแค่เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า 'ก็ได้' กลิ่นเหม็นที่ออกมาจากปากของเจ้าหนูก็ทำให้กลุ่มของปิ๊งป่องวิ่งกระเจิงเข้าป่าไปพักใหญ่ เมื่อคิดว่าเหตุการณ์สงบก็พากันกลับมาตบไหล่ปลอบใจเด็กที่กำลังนั่งก้มหน้าร้องไห้

พอเด็กเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นทุกคนใส่ผ้าปิดปากกันหมด ก็ก้มหน้าลงไปร้องไห้ต่อ (ที่ร้องไห้หนัก เพราะเห็นจอร์จก็ใส่ด้วย)

'เล่าให้เราฟังซิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น' ...เสียงของปิ๊งป่องลอดผ่านผ้าปิดปากออกมา

เด็กชายคว้าผ้าปิดปากมาใส่แล้วเริ่มเล่า

ภาพยามนี้เหมือนการรวมตัวเพื่อป้องกันโรคซาร์สหรือเป็นการชุมนุมลัทธิอะไรสักอย่างที่ทุกคน นั่งยองๆ คุยกันโดยที่ใส่ผ้าปิดปากกันหมด

เด็กผ้าปิดปากเล่าให้ฟังว่า เขาเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าพอเขาพูดแล้วทำไมมันจึงเหม็นได้ขนาดนั้น ไม่มีใครทนกลิ่นปากของเขาได้สักคน อย่าว่าแต่คนในหมู่บ้านเลย แม้แต่เพื่อนๆ ก็ไม่ค่อยอยากคุยกับเขา ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกว่ากลิ่นมันจะแรงขนาดนั้น

...ไม่มีใครรู้สึกเหม็นกลิ่นของตัวเองหรอกนะเด็กโง่

'ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้นี่หน่า จะอยู่ต่อไปทำไม ถ้ามีแต่คนรังเกียจ' ว่าแล้วลุกขึ้นเพื่อพยายามจะไปฆ่าตัวตายต่อ

ปิ๊งป่องเห็นว่าไม่ได้การณ์ ควานมือลงห่อผ้ามายับยั้งการทิ้งชีวิตลงลำธารตื้นๆ ของเจ้าหนูคนนี้

สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาเป็น นาฬิกาข้อมือครับ หยุดเดินแล้ว ด้วย !

'ช้าก่อน เจ้าหนู ข้าขอมอบสิ่งนี้ให้เจ้า ขอจงหยุดที่จะคิดสั้นๆ อย่างนี้เสียทีเถอะ' ปิ๊งป่องบอกทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านาฬิกาตายเรือนหนึ่งจะช่วยให้คนหยุดฆ่าตัวตายได้อย่างไร

คนขับเกวียนถึงกับขนลุกเมื่อเห็นการใช้นาฬิกาข้อมือเพื่อหยุดวิกฤต

'เรียนรู้จากนาฬิกาสิเจ้าหนู มันไม่เพียงแต่เป็นเครื่องประดับที่มีประโยชน์เท่านั้น มันยังมีคุณสมบัติพิเศษที่สิ่งของอย่างอื่นไม่มีด้วย คือเป็นของชนิดเดียวที่เราจะรู้ว่ามันเสียตั้งแต่ตอนไหน เพราะมันจะหยุดเดิน เจ้าต้องไม่เพียงแค่ตระหนักว่าปากเจ้าเหม็น แล้วใช้แต่วิธีปิดปาก ทำไมไม่ดูบ้างล่ะว่ามันเริ่มเหม็นตั้งแต่ตอนไหน แล้วหาทางแก้ไข' คนขับเกวียนพูดเป็นชุด

'นึกดูซิ ว่ามันเริ่มเหม็นตั้งแต่ตอนไหน อย่าบอกนะว่าตั้งแต่เกิด' หนุ่มใหญ่พูดต่อ

เด็กผ้าปิดปากพลันนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นยังไม่มีใครหวาดหวั่นในกลิ่นของเขาเลย ผู้ใหญ่ต่างก็เอ็นดูเขา แต่หลังจากที่พ่อแม่ต้องการให้เขาโตเร็วๆ จึงหาเนื้อดิบก้อนเบ้อเริ่มเป็นเมนูอยู่ในทุกมื้ออาหาร แถมยังใส่เครื่องเทศให้เขาอีกตั้งเยอะ

เนื้อดิบย่อยยาก ลงไปมากๆ ก็หมักหมมในช่องท้อง แถมยังมีเครื่องเทศเติมเข้าไปอีก...ปากก็ต้องเหม็นเป็นธรรมดา

...ทางแก้ก็ไม่ยาก ปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภค กินอาหารที่มีกลิ่นแรงให้น้อยลงสักนิด ย่อยง่ายลงสักหน่อย แล้วก็แปรงฟันบ้าง ปากก็จะหายเหม็นเอง

ก่อนลาจากกันเด็กผ้าปิดปากกำนาฬิกาที่ปิ๊งป่องให้ไว้แน่น แล้วตั้งใจว่าจะเอานาฬิกาไปซ่อม

ให้เดินได้เหมือนเดิม ! n

ปิ๊งป่องตอนที่ 7 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : เด็กปากเหม็น

การ์ตูนของคุณใบพัดที่เขียนลง ผู้จัดการรายสัปดาห์เมื่อหลายปีก่อน ผมชอบมากเลยเอามาโพสไว้ครบั เพราะหาอ่านไม่ได้อีกแล้ว


Friday, June 06, 2003

โดยMGR ONLINE


ไม่อ่าน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าปิ๊งป่องมีห่อผ้าวิเศษที่พอมีเหตุคับขันทีไร ของที่หยิบขึ้นมาก็ช่วยให้รอดพ้นได้ทุกทีไป

ตอนก่อน สามารถกลับไปอ่านได้ใน www.manager.co.th รายสัปดาห์

ก็ อยากให้รู้ว่าคนขับเกวียนเป็นเพื่อนร่วมจุดหมายที่ปิ๊งป่องอาศัยเกวียนไปด้วย และเป็นเจ้าของ 'จอร์จ' วัวที่ได้ชื่อตามเสียงร้องของมัน

รู้เรื่อง แน่ๆ เพียงแค่ลองอ่านดู

............................................

'น้ำมาปลากินมด พอน้ำลด แล้วเกิดอะไรขึ้น'

'มดก็กินปลาน่ะสิ'

'ผิด ! พอน้ำลดก็...ก็...ก็ ตอผุดไง'

ปิ๊งป่องหัวเราะคิกคักขำมุขตัวเองระหว่างเดินตามคนขับเกวียน และจอร์จ(ชื่อวัว) ลงไปพักที่ริมลำธาร แล้วค่อยออกเดินทางสู่เขาเหลียงซานต่อ

ใครๆ ก็รู้ว่าลำธารในยามน้ำหลากนั้น น่าเล่นเป็นที่สุด ใครจะอดใจไม่ลงไปสัมผัสกับความชื่นฉ่ำของธรรมชาติไหว ทั้งสามเลยกระโจน ลงน้ำทันทีที่จอดเกวียนเสร็จ (เอ่อ... จอร์จ นายก็เอากะเขาด้วยเหรอ)

นี่เป็น 'ช่วงเวลาแห่งความสุข' ที่ไม่ต้องไปหาตามร้านอาหารร้านไหน ปิ๊งป่องขี่จอร์จแล้วกวักน้ำใส่คนขับเกวียนอย่างสนุกสนาน จนหยุดคิดถึงบ้านไปได้ชั่วขณะ

ระหว่างที่สามหน่อกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานนั้น มีเงาตะคุ่มๆ ของใครบางคนแอบซุ่มดูพวกเขาอยู่ในกอหญ้ารกๆ ใกล้กับลำธาร

'พวกถ้ำมองชัวร์' คนเขียนคิด

...ผิดแล้วคนเขียน

พวกถ้ำมองที่ไหนจะวิตถารขนาดมาแอบดูคนเล่นน้ำกับวัวแก้ผ้า...มันมีตรงไหนให้เซ็กซี่ เหรอ

หลังเงาดำที่ว่าเดินออกมาจาก 'ถ้ำ' ที่ไว้ใช้ซุ่มมองแล้ว ภาพของเด็กชายในทรงกะลาครอบคนหนึ่ง วัยขนาดน้องพลับตอนเทปชุดแรกก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับผ้าปิดปาก และหินถ่วงน้ำที่จะใช้เป็นอุปกรณ์ฆ่าตัวตาย

เขาเดินอุ้มหินมาอีกทางคอยระวังไม่ให้พวกปิ๊งป่องเห็น เพื่อเตรียมปลิดชีวิตตนเอง อย่างสงบ

'จอร์จ...' เจ้าจอร์จร้องขึ้นมา เพราะเหลือบไปเห็นเด็กชายคนที่ว่า กำลังจะโยนหินถ่วงตัวเองลงน้ำ ทั้งหมดเลยรีบเข้าไปช่วยเหลือ (ช่วยให้รอดนะ ไม่ได้ช่วยให้ตายเร็วขึ้น)

คนขับเกวียนเข้าล็อกตัว ขณะที่ปิ๊งป่องแก้เชือกที่มัดไว้กับหินออก แล้วคนขับเกวียนทำหน้าดุแล้วพูดเสียงดังว่า 'ทำไมเจ้าถึงคิดโง่ๆ เช่นนี้ ฆ่าตัวตายแล้วอะไรมันจะดีขึ้นมา !'

ไม่ใช่เพราะเด็กใช้ผ้าปิดปากอยู่จึงไม่ตอบอะไร แต่เป็นเพราะเขาไม่พูดอะไรเลยต่างหาก เอาแต่ร้องไห้เป็นเผาเต่า

'แล้วนี่อะไร เอาผ้ามาปิดปากทำไม ...รึว่าเจ้าติดซาร์สจึงต้องมาคิดสั้นอย่างนี้' ...คนขับเกวียนคลายมือที่รัดเด็กชายออก แล้วดูท่าทางที่เด็กพยายามสื่อออกมาอย่างสนใจ

เด็กผ้าปิดปากหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมา พร้อมกวักมือ เรียกพวกปิ๊งป่องมาดู

'โถ...เจ้าพูดไม่ได้หรอกหรือ' คนขับเกวียนอุทาน

'ท่าน ปล่อย ให้ ข้า ตาย เถอะ'เด็กผ้าปิดปากเขียนตัวบรรจงเต็มบรรทัด

'ข้า ไม่ ได้ เป็น ซาร์ส' เด็กปาดน้ำตาแล้วเขียนต่อ

'แล้ว ข้า ก็ ไม่ ได้ เป็น ใบ้ !'

'อ้าว ไม่ได้เป็นใบ้แล้วทำไมไม่พูดล่ะ' ปิ๊งป่องถาม

เด็กชายส่ายหน้า ชี้ผ้าปิดปาก แล้วร้องไห้ต่อ

คนขับเกวียนเริ่มโมโห แกกระชากผ้าปิดปากของเด็กออกแล้วบังคับให้เขาพูด พูดสิ...พูดอีกสิคะ

'แน่ ใจ นะ' เด็กชายเขียนถาม เพื่อยืนยัน ก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้า ยอมรับ

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 6 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : ชาวเดินเร็ว

เหมือนว่า 1 วัน "ชาวเดินเร็ว" จะทำอะไรได้มาก และเหมือนจะมีเวลามากว่าปกติ แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความเร็วนั้นได้ไปเร่งให้วิถีชีวิตในหมู่บ้านนี้ผิดธรรมชาติ ไม่ได้เป็นชีวิตที่เรียบง่าย

คนขับพักจอร์จที่ริมทาง และพาตัวเองกับปิ๊งป่องเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อขอแลกเสบียงในการเดินทางกับชาวเดินเร็ว

ด้วยความเร็วที่ต่างกัน เดินไปไม่กี่ก้าว เขาก็เดินชนกับชาวบ้าน

"โอย...ย.!" คนขับร้อง แต่เขากลับไม่ได้ยินเสียงของคู่กรณี มีเพียงสีหน้าตำหนิและปากที่ขมุบขมิบอย่างรวดเร็วเท่านั้นที่เขาเห็น "เดินก็เร็ว พูดก็ไม่รู้เรื่อง กลับกันเถอะปิ๊งป่อง สงสัยจะไม่ได้เรื่องแล้ว" เขาโมโหพลันเขวี้ยงรีโมทในมือทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย ก่อนที่จะกลับไปยังเกวียนแล้วออกเดินทางต่อ

รีโมทเจ้ากรรมตกลงบนหัวของลุงคนที่คนขับได้เจอก่อนหน้า เขาเป็นคนดูแลหมู่บ้านนี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่ชาวบ้านต้องดูแล เนื่องจากแกหมดสติไปเพราะฤทธิ์รีโมท

ของกลางในการกระทำผิดถูกชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเทวดาปาลงมาใส่ บ้างก็ว่าหมู่บ้านอื่นมาลอบทำร้าย แต่คนที่เห็นเหตุการณ์รู้แค่ว่า ผู้ที่เขวี้ยงรีโมท มากับคนๆ หนึ่งที่เขาเรียกชื่อว่าปิ๊งป่อง

"พวกเราต้องเดินช้าลง!" ลุงผู้ดูแลฟื้นแบบสะดุ้งเฮือก

"ผู้มีอิทธิฤทธิ์ส่งรีโมทมาให้เรา เพื่อเตือนเราว่า เวลาเหมือนสายน้ำ ไหลไปแล้วยากจะไหลกลับ เฉกเช่นรีโมทไร้ถ่านไร้ประโยชน์อันนี้ พวกเราต้องเดินกันให้ช้าลง ...ไม่สิ เรียกว่าเดินกันแบบปกติดีกว่า ที่ผ่านมาเราเดินกันเร็วเกินไป มันทำให้เราประมาท ขาดความประณีต" ว่าแล้วก็ออกกฎใหม่ให้คนในหมู่บ้านทันที พลันนึกขอบคุณกลุ่มคนที่ปารีโมทมาใส่เขา "ขอบคุณนะ ท่านปิ๊งป่อง"

...ตัดภาพกลับมาบนเกวียนที่กำลังมุ่งไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ปิ๊งป่องเริ่มชวนคนขับที่กำลังหงุดหงิดคุย "เมื่อคืนข้าฝันถึงหนังเรื่องคู่กรรมแหละท่าน ข้าชอบดูจากวิดีโอมากกว่าดูในโรงนะ เพราะมันใช้รีโมทได้ อยากฟังประโยคไหนซ้ำอีกครั้งก็กรอกลับไปฟังได้ ฉากไหนน่าเบื่อก็กรอเร็วๆ ผ่านไปเลย"

คนขับโล่งใจที่ปิ๊งป่องไม่รู้เรื่องที่เขาขโมยรีโมท แล้วบอกเด็กหนุ่มไปว่า

"รีโมทใช้ได้กับวิดีโอเท่านั้นแหละ ชีวิตจริงๆ ใช้ไม่ได้หรอก ฉายแล้วก็ฉายเลย เก็บได้เท่าไหนก็เท่านั้น เจอคนน่าเบื่อ บทพูดสุดเซ็งก็กรอไปข้างหน้าไม่ได้ ทำนองเดียวกันอยากย้อนกลับไปหาฉากแห่งความสุขในอดีตก็ไม่สามารถ"

ปิ๊งป่องกอดห่อผ้าแล้วเหม่อไปยังแนวเขา และคิดต่อไปว่า สมองเรานี่แหละ รีโมทวิดีโอชั้นดีเลย ที่สามารถ ย้อนกลับไปดูภาพตอนเด็ก หรือส่งเขา ไปยังอนาคตข้างหน้าด้วยความฝันก็ยังได้

หนำซ้ำยังสามารถกดรีโมทบันทึกสิ่งดีๆ ของการเดินทาง เอาไว้แกล้มกับแสงดาวแทนเสียงจักจั่นก่อนนอนได้ด้วย n

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 6 : บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : ชาวเดินเร็ว

Friday, May 30, 2003

โดยMGR ONLINE


จงเลือกคำตอบที่ถูกต้อง

ก) อ่านสนุก กระตุกต่อมคิด สะกิดสีข้าง อ้างว้างบางที ชีวีสุขสันต์

ข) เรื่องนี้เขียนเป็นตอนๆ แบบไม่อ่านก่อนก็รู้เรื่อง

ค) อ่านเรื่องย้อนหลังก็ได้ ที่ www.manager.co.th ารายสัปดาห์ำ

ง) ถูกทุกข้อ

คนอ่าน : ตอบ ข้อ ง.

ใบพัด : ถูกต้องคร้าบบบ..... !!!

...........................................

เมื่อเมฆหมอกจากวิกฤตเริ่มจาง ก็ได้เวลาที่หนุ่มน้อย(ปิ๊งป่อง) และหนุ่มใหญ่(คนขับเกวียน) พร้อม กับอีกหนึ่งจอร์จ(ชื่อวัว) จะออกเดิน ทางสู่ฝันของพวกเขาอีกครั้ง หลังจาก ออกนอกเส้นทางมานานพอดู

ร่ำลาเพื่อนใหม่ได้ไม่กี่ประโยค ปิ๊งป่องและชาวคณะก็ออกเดินทางกันต่อ...

"เราจะต้องรวยเมื่อไปถึงที่ เหลียงซาน" คนขับเกวียนนึก

"ที่เหลียงซานจะมีอะไรบ้าง นะ ?" ปิ๊งป่องนึกบ้าง

"จอร์จ..." จอร์จร้องออกมา เพราะนึกเป็นคำพูดไม่ได้

ทั้งสามมุ่งตรงสู่จุดหมายที่ยังอยู่อีกไกล ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรจะถึง และไม่รู้ว่าไปแล้วจะได้เจอในสิ่งที่หวังหรือเปล่า แต่ทุกคนก็ยังอยากไปให้ถึง

เดินทางนานๆ เป็นใครก็คงเบื่อ คนขับเกวียนผุดลุกผุดนั่งแก้เซ็ง ส่วนปิ๊งป่องชมวิวสองข้างทาง

"อืม...ถามอะไรหน่อยสิ ในห่อผ้าของเจ้ามีอะไรอยู่บ้างรึ เห็นยามคับขันทีไร พอหยิบของขึ้นมาก็ช่วยให้รอดพ้นไปได้ทุกที" คนขับเกวียน ถามแทนคนเขียนที่ก็สงสัยอยู่เหมือนกัน

"ข้าก็ไม่รู้นะ ไม่เคยเปิดดู พ่อข้า เตรียมห่อนี้ไว้ให้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ย้ำแค่ว่าในนี้มีของที่จะใช้ได้ในเวลาจำเป็น" ปิ๊งป่องมองไปยังแนวเขาที่อยู่ไกลๆ แล้วกอดห่อผ้าไว้แน่นเพราะเริ่มคิดถึงบ้านขึ้นมา

"..." คนขับเกวียนแอบชำเลืองที่ห่อผ้า

พอฟ้าเริ่มมืด คนขับบอกให้จอร์จเข้าหาที่พักบริเวณริมต้นไม้ใหญ่ข้างทาง เพื่อพักผ่อนก่อนจะเดินต่อในวันรุ่งขึ้น พวกเขาจัดที่นอน กันอย่างง่ายๆ ใต้ต้นไม้ ปิ๊งป่องใช้เศษ ฟางแทนหมอน นอนกอดห่อผ้ามองหมู่ดาวแกล้มเสียงจักจั่นก่อนจะเคลิ้ม หลับไปในที่สุด ขณะที่คนขับเกวียนยังถ่างตาอยู่ เพื่อหวังจะเปิดห่อผ้าสนองความอยากรู้ของตัวเอง (และคนเขียน) ให้ได้ !

หลังจากมั่นใจแล้วว่าปิ๊งป่องหลับสนิท เขาก็ย่องไปหาห่อผ้าในความมืดอย่างเงียบที่สุด เขาเอื้อมมือกร้านๆ เข้าไปหาสิ่งที่ปิ๊งป่องกอดอยู่อย่างช้าๆ

"คุณพระช่วย !" ปิ๊งป่องตะโกนขึ้นมา !!!

"หนังคู่กรรม ตอนจบพระเอกตาย !" ตะโกนเสร็จ ก็หลับต่อ

คนขับเกวียนใจหายวาบ ใจนึงก็นึกโกรธที่มีคนมาเล่าตอนจบของหนังให้ฟัง แต่ใจนึงก็โล่งอกที่แผนของ เขายังไม่ล่มเสียทีเดียว เขาพยายามอีกครั้งอย่างเบามือ และเงียบที่สุด (มีเสียงหัวใจเต้นประกอบ ตึก ตึก ๆๆ)

ห่อผ้าถูกคลี่ออกอย่างช้าๆ แต่ก็เปิดออกได้ไม่หมดเพราะถูกแขน ของปิ๊งป่องกอดรัดอยู่ คนขับเลยทำได้แค่เอื้อมมือเข้าไปหยั่งดูของที่อยู่ภายใน คลำดูสักพักเริ่มมันส์มือ บีบเค้นหนักมือเข้า ปิ๊งป่องก็รู้สึกตัว

คนขับเกวียนได้สติคว้าของในห่อติดมือขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นละเมอเดินกลับไปนอนในที่ของตัวเอง

เขาเหลือบดูของที่อยู่ในมือ มันเป็นรีโมทคอนโทล...ไว้ใช้สำหรับวิดีโอเสียด้วย

"ถ้าถึงยามหน้าสิ่วหน้าขวานขึ้นมาจริงๆ รีโมทจะช่วยอะไรได้" เขานั่งพลิกไปพลิกมานึกไปนึกมาแป๊บๆ ก็เช้าแล้ว บิดขี้เกียจสองสามทีก็หันไปปลุกสมาชิกให้เดินทางต่อ

เหมือนกับฉายหนังซ้ำ คนขับก็ผุดลุกผุดนั่งแก้เซ็ง ส่วนปิ๊งป่องก็นั่งมองวิวซ้ำๆ ข้างทาง ผิดแต่ว่าคราวนี้ในมือของคนขับมีรีโมทที่หยิบมาจากห่อผ้าของปิ๊งป่องอยู่ด้วย

มือที่อยู่ไม่สุข เริ่มกดปุ่มโน้นปุ่มนี้ไปเรื่อยแบบไม่ได้ใส่ใจอะไร จนกระทั่งเกวียนของพวกเขาถูกคุณลุงคนหนึ่งเดินแซงไปอย่างรวดเร็ว และแป๊บเดียวลุงคนนั้นก็ลับตาไป คนขับสนใจมากว่าทำไมถึงได้เดินเร็วขนาดนั้น จึงให้จอร์จเร่งฝีเท้าให้ทัน จอร์จเพิ่มความเร็วเป็น 10 กิโลแม้วต่อชั่วโมง ซึ่งไม่นานพวกเขาก็พบกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นจุดหมายปลายทางของลุงคนเมื่อกี๊

หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บริเวณลำธาร กวาดตาดูมีสักประมาณ 10 หลังคาเรือนเห็นจะได้ ดูเผินๆ ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็แค่กระท่อม ชาวบ้านแล้วก็...เดินเร็ว !

ไม่ใช่แค่เดินเร็ว แต่ทำอะไรๆ ดูจะเร็วไปเสียทุกอย่าง นั่นก็กินข้าวเช้าแบบเร็วๆ นั่นก็รีบออกไปทำงานอย่างเร่งรีบ หมู่บ้านเล็กๆ เลยดูอลหม่าน วุ่นวายตั้งแต่เช้า

ปิ๊งป่อง และจอร์จกำลังจ้องดูภาพประหลาดตรงหน้า ทว่าคนขับกำรีโมทในมือแน่นพลางคิดว่าของศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้แสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาแล้ว เขาพยายามกดปุ่มอื่นเพื่อทดลอง ทั้งปุ่มหยุด ทั้งกรอไปข้างหลัง แต่ก็ไม่เป็นผล ทุกคนยังคงใช้สปีดแบบคูณสองอยู่อย่างนั้น

สงสัยรีโมทคงเสียแล้ว...

ภาพที่เขาเห็น เป็นภาพของผู้คนที่เร่งทำอะไรๆ อย่างลุกลี้ลุกลน รีบจนบางครั้งก็เดินชนกัน ถึงจะล้ม ลุกขึ้นมาก็แค่ปัดๆ กางเกง แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินเร็วกันต่อ

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ตอนที่ 5 บางมุม ที่น่ามอง - ใบพัด : ช่วยจอร์จ! จบ

คราวนี้มันกลับมาพร้อมกับชายสูงอายุร่างเล็ก สวมแว่นทรงกลม หน้าผากมีรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าฟาด

'พวกแกใช่ไหมที่ทำให้พยัคฆ์ร้ายแห่งป่าดำกลายเป็นเสือก๊อบแก๊บ อย่างนี้ มักเกิ้ล เอ่อ...ไม่สิ คนอย่าง พวกแกจะต้องถูกลงโทษ' ชายผู้มาพร้อมกับรอยแผลเป็นเปิดบทสนทนา ที่ไม่เป็นมิตรนัก

'เข้าใจผิดแล้วล่ะท่าน เราไม่มีเจตนาทำร้าย!เลี้ยงของท่าน แต่หากมันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากข้า ข้าก็ยินดีรับผิดชอบ' ปิ๊งป่องฟังจาก เสียงเสือคำราม แล้วก็พอปะติดปะต่อเรื่องได้

'ได้...ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งก้านธูป คิดหาวิธีช่วยให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม และหนึ่งในพวกเจ้าจะต้องมาเป็นตัวประกัน ถ้าทำไม่สำเร็จ ตัวประกันจะถูกนำกลับไปที่บ้านกริฟฟินดอร์ เอ่อ...ไม่สิ ที่ศาลเจ้าร้างและเป็นอาหารของเสือในที่สุด เอาล่ะ ใครกล้าหาญพอจะมาเป็นตัวประกันก็ก้าวออกมาเลย!'

ราวกับฉากตลกในละครวัยรุ่น ทุกคนไหวตัวทันก้าวถอยหลังกันหมด ปล่อยให้วัวอย่างจอร์จยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถวตัวเดียว

'จอร์จ...' มันร้องปฏิเสธ แต่ทุกคนก็ทำเป็นไม่สนใจ ผิวปากฮำเพลงไปตามเรื่องตามราว

'ตกลง ! เจ้าวัวจะเป็นตัวประกัน การนับถอยหลัง จะเริ่ม ณ บัดนี้' เขาเริ่มจุดธูป

ปิ๊งป่องก็ควานหยิบของใน ห่อผ้าขึ้นมาเป็นการประกันความเสี่ยงให้จอร์จ ก่อนการระดมสมองเริ่มขึ้น

สิ่งที่ปิ๊งป่องหยิบขึ้นมาเป็น ชอล์ก ครับ หักเหลือครึ่งแท่งด้วย

ชอล์กถูกวางไว้กลางวง ท่ามกลางคนที่นึกไม่ออกว่าจะเอาถุงออกจากคอเสือได้อย่างไร ปิ๊งป่องก็จนปัญญา คนขับเกวียนแนะว่าลองหาวิธีอื่นที่ไม่ใช้ชอล์กดูก่อน

'เสือร้องไห้ จะช่วยได้ไหม' คนขับเกวียนเสนอความคิด

'ไม่ได้หรอก กว่าจะเดินออกไป หาร้านส้มตำที่ใกล้ๆ แถวนี้ มีหวังธูปหมดดอกกันพอดี' หญิงสาวค้าน

'นั่นสิเนอะ'

'นึกออกแล้ว! ต้องทำให้เสือจาม' ปิ๊งป่องได้ไอเดีย เขาพาทุกคนไปแอบ หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อตั้งวงนินทาพี่เสือ หวังให้จามออกมา

เออ...ตั้งวงนินทาให้เสือจามเนี่ยนะเจ้าชาย

'เสียงน่าเกลียดเนอะ หนอนเงาะยังจะน่ากลัวซะกว่า' 'เป็นเสือซะเปล่า อุตส่าห์โง่ไปกินถุงก๊อบแก๊บได้' ฯลฯ คำนินทามากมาย ถูกขุดขึ้นมาทำให้เสือจาม แต่ก็ไม่เป็นผล เป็นอันได้ข้อสรุปว่าการนินทาไม่ได้เกี่ยวกับการจาม และกลับกัน การจามก็ไม่ได้เกี่ยวกับการนินทา

'พวกแกทำอะไรกันอยู่ ธูปหมด ไปครึ่งหนึ่งแล้วนะ!' ผู้คุมกติกาตะโกนเตือนอย่างมีอารมณ์

แล้วปิ๊งป่องพลันนึกถึงคำของท่านพ่อ 'ของทุกอย่าง ใช้ได้กับทุกสถานการณ์' เขากลับไปพุ่งประเด็น ที่ชอล์กต่อ ซึ่งไม่นานเขาก็คิดออก

'นึกออกแล้ว!' คราวนี้สมาชิกไม่ค่อยเชื่อปิ๊งป่องเสียเท่าไหร่

'เราต้องเขียนวัวให้เสือกลัว !' ปิ๊งป่องทำตาเป็นประกายด้วยความภูมิใจยิ่ง เขาไม่รู้ว่าจำสลับ คนอื่นก็นึกไม่ทัน เขาเดินไปหาจอร์จที่กำลังงอนที่ถูกจับเป็นตัวประกันแล้วบอก ให้จอร์จนอนลง เขาจะใช้สีข้างของจอร์จแทนกระดานชนวนเพื่อ 'เขียนวัว' โดยได้จอร์จเป็นแบบ

'เอาเสือมาใกล้ๆ หน่อยสิท่าน' ปิ๊งป่องบอก

ปลายชอล์กเรียวแหลม ลากผ่าน ไรขนของจอร์จช้าๆ อย่างละมุนละไม บางครั้งก็หนักหน่วง จนขนของจอร์จ ลุกซู่ด้วยความจั๊กกะเดียม หนำซ้ำบางทียังแอบคราง กระเซ่าออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน

'ฮัดเช่ยๆ ๆ' เสือจาม 'อยากรู้จังเลย ว่าใครเอ่ยถึงฉัน' สมาชิกที่เหลือเผลอร้องตาม

ถุงก๊อบแก๊บตัวปัญหา แน่นิ่งอยู่ บนพื้นหญ้า หลังจากเสือทำฮัดเช่ยแฮตทริก อันเป็นผลมาจากควันธูป และผงชอล์กผสมกับขนของจอร์จ มิได้เกิดจากการนินทา หรือเขียนวัวให้เสือกลัวแต่อย่างใด n

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

ตอนที่ 5 บางมุม ที่น่ามอง - ใบพัด : ช่วยจอร์จ!

Friday, May 23, 2003

โดยMGR ONLINE


ใครเป็นใครกันบ้าง

ปิ๊งป่อง : หนุ่มน้อยผู้คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าชาย ออกเดินทางพร้อมห่อผ้าที่พ่อมอบให้โดยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ภายใน แต่พอหยิบใช้ยามคับขัน ก็รอดพ้นไปได้ทุกที

คนขับเกวียน : เพื่อนร่วมทางที่ปิ๊งป่องขออาศัยเกวียนไปสู่จุดหมายร่วม คือ เขาเหลียงซาน

จอร์จ : วัวที่ได้ชื่อตามเสียงที่มันร้อง

ใบพัด : คนเขียนเรื่องเป็นตอนๆ แบบไม่ต้องอ่านก่อนก็รู้เรื่อง (แต่ที่ www.manager.co.th 'รายสัปดาห์' มีให้อ่านย้อนหลังฟรีนะ)

คนอ่าน : น่ารัก

..........................................

ป้ายเตือน 'ห้ามให้อาหาร!!'ที่ติดอยู่หน้ากรงในสวน! นั้นมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้!ได้รับอันตราย แต่งานนี้ เสือที่ไล่ตามพวกปิ๊งป่องอยู่คงอยากให้มีใครมาติดป้ายเตือนอยู่เหมือนกันว่า 'ห้ามให้สิ่งที่ไม่ใช่อาหารกับ!!' เพราะถุงก๊อบแก๊บ ที่เจ้าชายปิ๊งป่องทิ้งเอาไว้ ได้เข้าไปอยู่ในคอพยัคฆ์ ร้ายหิวโซตัวเป็นอันเรียบร้อย

'โฮก...ก๊อบแก๊บ ก๊อบ โฮก... แก๊บ' เสียงคำรามของเสือโคร่งโชคร้ายที่พยายามเปล่งออกมาฟังดูแล้วน่าอนาถใจยิ่งนัก แม้จะมีเสียงออกมาบ้าง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีถุงต้นเสียงหลุดตามออกมา

ตอนนี้มันไม่มีอารมณ์ไล่ตามใครอีก ได้แต่เดินทอดอาลัยกลับไปยังศาลเจ้าร้างที่ 'เจ้าของ' ของมันพำนักอยู่ หวังใจให้ท่านช่วย 'ล้วงคอ' ให้

....................................

คนขับเกวียน วัว(ชื่อจอร์จ) ปิ๊งป่อง รวมทั้งหญิงสาวที่กำลังอุ้มทารกน้อย วิ่งหนีเสืออย่างไม่คิดชีวิต(เพื่อให้ยังมีชีวา) อย่างไม่เพลาฝีเท้า ทั้งๆ ที่เสือมันหยุดไล่ตั้งแต่เผลอกินถุงเข้าไปแล้ว

พอรู้ว่าวิ่งฟรี(ไปหลายกิโล) และปลอดจากภยันตรายแล้ว ทุกคนจึงทยอยกันเดินขาลากกลับมา ยังเกวียนที่จอดทิ้งไว้แถวกองหินที่ทุกคนหลบพี่เสือก่อนหน้านี้

'เหตุใดจึงพาลูกน้อยมาเดินในป่าเช่นนี้ล่ะ แม่นาง' ปิ๊งป่องเอ่ยถามหญิงสาว

'ข้ามาตามหารองเท้าของข้า'

'รองเท้า!'

นางเล่าให้ปิ๊งป่องฟังว่า ตั้งแต่เด็ก นางเป็นคนที่มีปัญหากับรองเท้า มาตลอด คือ หาที่เหมาะกับนางนั้น ช่างยากเสียเหลือเกิน...

ที่หาได้ง่ายๆ ใส่แป๊บๆ เดี๋ยวก็เจ็บ พอหาเจอคู่ที่คิดว่าจะใส่สบาย ไม่นาน ก็มีเหตุให้ต้องเลิกใส่ ไม่เป็นเพราะเท้านางโตขึ้น ก็เป็นเพราะรองเท้ามันไม่ทน ใส่ซ้ำๆ เพียงไม่นานก็ชำรุดไป

'แล้วรองเท้าที่แม่นางตามหาอยู่ล่ะ' เขาถามต่อด้วยความสนใจ

'อายุมากขึ้น ปัญหาเรื่องเท้ายังไม่โตเต็มที่ก็หมดไป การตัดสินใจเลือกรองเท้าที่เหมาะกับตัวเองจึงเป็นเรื่องง่ายดายมากขึ้น ข้าได้รับรองเท้าคู่นั้นจากคนรักของข้า มันเป็นรองเท้า ที่สวมแล้วสบายที่สุดตั้งแต่ข้าเคยใส่รองเท้ามา ไม่นึกเลยว่าจะมีโชคดีที่ได้สวมใส่รองเท้าที่ดีเช่นนี้ ข้าสวมมันไปไหนมาไหนตลอด แม้กระทั่งมันหายไปแล้วข้างหนึ่ง ข้าก็ยังสวมมันอยู่...'

ระหว่างการสนทนาดำเนินไป เงามืดเข้าปกคลุมป่าบริเวณที่ทั้งหมดยืนอยู่อีกครั้ง พร้อมกับเสียงคำรามของเสือโคร่งตัวเขื่อง 'โฮก...ก๊อบแก๊บ'

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ตามติดด้วยตอนที่ 4บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : หนีเสือปะ....

คนขับเกวียนงัวเงียหันดูรอบตัวที่เป็นป่าทึบก็ได้แต่ถอนใจให้กับการหลงทางที่เกิดขึ้น

แม้จะโชคไม่ดีที่เกวียนออกนอกเส้นทาง แต่ทุกอย่างก็ไม่เลวร้ายไปเสียทีเดียว เพราะที่คนขับเห็นไกลๆ นั่นมันคนนี่ หญิงสาวที่กำลังอุ้มลูกน้อยอยู่ในอ้อมอกผู้นั้นกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา ซึ่งคงจะเป็นคนในละแวกนี้ที่พอจะให้ถามเส้นทางได้

ขณะที่คนขับกำลังจะตะโกนขอความช่วยเหลือไปยังหญิงสาว เธอกลับวิ่งมาทางเขาแล้วร้องตะโกนขอความช่วยเหลือแทน "ช่วยด้วยค่ะ...เสือ !"

ไม่ใช่เสืออาคมแบบหนังช่อง 3 ที่เพิ่งจบไป แต่เป็นเสือโคร่งตัวใหญ่ขนาดสองคนโอบ (แต่ตอนนี้คนโอบทั้งสองไม่อยู่แล้ว...เสือกิน)

ซวยละสิ ทางก็ไม่ได้ถาม แล้วอุตส่าห์วิ่งหนีเสือมาทางนี้อีก... ปิ๊งป่องตื่น !...จอร์จหนีเร็ว ! เขาปลดจอร์จจากเกวียน แล้วทุกคนก็วิ่งไปหมอบหลบที่หลังกองหินใหญ่ (รวมทั้งจอร์จด้วย...เอ่ออ จอร์จ นายแน่มาก)

อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา พยัคฆ์หิวโซกำลังออกล่าเหยื่อแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างเงียบสงบลงกว่าเดิมเท่าตัว เสียงลมหายใจของทุกคนเบื้องหลังกองหินแทบจะดังเกินไปด้วยซ้ำ เพราะหากเสือหิวได้ยิน คงถูกฟาดกันเรียบ

ทีแรกปิ๊งป่องลงความเห็นว่าจะส่งจอร์จไปเจรจากับเสือเพราะน่าจะคุยกันรู้เรื่อง แต่พอเห็นหน้าจอร์จที่ซีดเป็นวัวต้มแล้ว ความคิดนี้จึงล้มไป

เสือร้ายใกล้เข้ามา ห่างไม่เกินมือแม่นากเอื้อม เจ้าหนูน้อยในอ้อมกอดแม่กำลังจะแหกปากร้องออกมา

...อย่าเพิ่งนะเจ้าหนูขืนร้องขึ้นมาตอนนี้เสร็จกันหมดแน่ๆ

ปิ๊งป่องเห็นว่าจะไม่ทันการณ์ ควานมือลงในห่อผ้าเพื่อหยิบของจำเป็นขึ้นมา

คราวนี้เป็น "ถุงก๊อบแก๊บ" ครับ

"ท่านพ่อ จะให้ข้าใช้ถุงอุดปากเด็ก หรือครอบหัวเด็กหรืออย่างไรกัน!" เขานึก แต่ขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรนั้นเอง เสียงก๊อบแก๊บ ก๊อบแก๊บของถุง ทำให้หนูน้อยหยุดร้องไห้ได้ชะงักทีเดียว

"ได้ผลแฮะ เจ้าหนูไม่ร้องไห้แล้ว" ปิ๊งป่องขยำถุงต่อ ก๊อบแก๊บๆ ทุกคนทึ่ง ก๊อบแก๊บๆ ที่ปิ๊งป่องควบคุมสถานการณ์ได้

(ความจริง : มีการค้นพบว่าคลื่นความถี่ของเสียงจากการขยำถุงพลาสติกนั้น ใกล้เคียงกับคลื่นภายในท้องแม่ จึงสามารถดึงความสนใจของเจ้าหนูที่กำลังงอแงให้หยุดหันมาสนใจได้ในชั่วเวลาหนึ่ง...เอาไปทดลองได้ครับ)

ตอนนี้ป่าไม่มีเสียงใดๆ เสียงเด็กร้องไห้ก็ไม่มี เสียงคนพูดคุยกันก็ไม่มี มีแต่เสียงก๊อบแก๊บจากฝีมือของปิ๊งป่องที่ก๊อบแก๊บจนลั่นไปทั้งป่า มีรึที่เสือจะไม่ได้ยิน

ไม่นานทุกคนที่หมอบหลบอยู่หลังกองหินก็ออกวิ่งเตลิดไปคนละทิศคนละทาง ! n

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ตามติดด้วยตอนที่ 4บางมุมที่น่ามอง - ใบพัด : หนีเสือปะ....

Friday, May 16, 2003

โดยMGR ONLINE


4 คำถาม (ยิ้ม)ก่อนอ่าน!

1. ไม่เคยอ่านมาก่อนอะ กลัวอ่านไม่รู้เรื่องน่ะ

ตอบ ไม่ต้องกลัวนะ เรื่องราวจบในตอนน่ะ ไม่ต้องอ่านตอนที่แล้วก็เข้าใจ แต่ถ้าอยากย้อนอ่าน ดูใน www.manager.co.th "รายสัปดาห์" ละกัน หรือเมล์มาหาใบพัดก็ได้นะ

2.อยากรู้จัง "ปิ๊งป่อง" เป็นใครจ๊ะ

ตอบ เด็กหนุ่มจากซัวเถาที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าชายจ้ะ หมายใจจะพิชิตเขาเหลียงซานก่อนวัย 30 ออกเดินทางพร้อมห่อผ้าคู่ใจที่พ่อมอบให้ ซึ่งเขาไม่เคยรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายใน

3.ห่อผ้ามีไว้ทำไมล่ะ

ตอบ มีของจำเป็นที่พ่อเตรียม ไว้ให้ใช้ในยามคับขัน ทุกชิ้นใช้ได้กับทุกสถานการณ์ด้วยล่ะ

4. ทำไมต้องอ่าน(วะ)

ตอบ ไม่รู้(โว้ย)











........................................

ในบรรดาชื่อของ!ต่างๆ นั้น มี!อยู่กลุ่มหนึ่งที่เราเรียกตามเสียงร้องที่มันเปล่งออกมา

อีกา มันร้อง "กา !" หรือ ตุ๊กแก มันก็ร้อง "ตุ๊กแก" (สันนิษฐานว่าที่มาของรถตุ๊กตุ๊กคงไม่ต่างกัน)

"จอร์จ" วัวของคนขับเกวียนที่เจ้าชายปิ๊งป่องร่วมโดยสารนั้นก็เข้าทำนองเดียวกัน คือ เขาเรียกมันตามเสียงร้อง

"จอร์จจ...." จู่ๆ มันก็ร้องขึ้นมา

"ว่าไงจอร์จหิวเหรอ เอ้านี่...กินซะ" คนขับเกวียนเอื้อมตัวเพื่อส่งหญ้าเข้าปากวัวที่กำลังลากเขาทั้งสองไปสู่จุดหมาย

ระหว่างเส้นทางอันทุรกันดาร ปิ๊งป่อง นึกทบทวนถึงสิ่งที่คนขับเกวียนได้ถามเขาไปเมื่อวันก่อนอีกครั้ง

"เจ้าอยากไปเหลียงซานด้วย เหตุผลอันใดรึ" (เสียงคนขับเกวียนก้องในหัวปิงปองของปิ๊งป่อง)

ณ ตอนนี้ปิ๊งป่องก็ยังหาเหตุผล อะไรมารองรับ "ความอยาก" ของเขาไม่ได้ เขาออกเดินทางก็เพราะเขาอยาก...ก็เท่านั้น "จำเป็นด้วยหรือ ว่าต้องมีเหตุผลที่อยากจะไปให้ถึงจุดหมาย" เขานึก

"แล้วท่านล่ะ ต้องการไปเหลียงซานเพื่ออะไร" ปิ๊งป่องเอ่ยถามคนขับเกวียนบ้างหลังนิ่งเงียบมานาน

เขาหันควับมาทางปิ๊งป่อง "ข้ามันตัวคนเดียว ครอบครัวก็ไม่มี จะมีก็แต่เจ้าจอร์จนี่แหละ ข้าทิ้งไร่นาที่แม้จะทำให้ข้าพอมีอาหารประทังชีวิตไปได้ ทว่าข้าก็หาได้ต้อง การเพียงเท่านั้นไม่ เขาว่ากันว่าบนนั้นมีทรัพย์สมบัติมากมาย ข้าต้อง การที่จะร่ำรวย"

"บอกมาอย่างนี้ ท่านไม่กลัวข้าจะแย่งสมบัติท่านรึ" ปิ๊งป่องลองถาม

"ไม่ต้องห่วงหรอก สมบัติบนนั้นมีมากเสียจนแบกกันไม่ไหวเลยล่ะเจ้า คนที่ข้ารู้จักหลายคนก็เดิน ทางสู่เหลียงซานด้วยจุดประสงค์นี้ แต่เขาเดินเท้าเฉกเช่นเจ้าเมื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งข้ามองว่าไม่ฉลาดเท่าไรนัก ข้าจึงเลือกเดินทางด้วยเกวียนที่จะถึงจุดหมายได้เร็วกว่า" แล้วเขาก็เงียบไปพักใหญ่ จนปิ๊งป่องต้องเปลี่ยนมาพูดเรื่องของตัวเองบ้าง ซึ่งคนขับเกวียนก็ไม่ได้อยากฟังเท่าไหร่นัก ปิ๊งป่องหวังให้บรรยากาศบนเกวียนไม่เงียบจนเกินไปนัก

เขาเล่าเรื่องที่ปลูกถั่วงอกแล้วตั้งชื่อให้มัน เรื่องที่เขาบรรจงทาสีบ้านด้วยพู่กันอยู่เป็นเดือนๆ และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายเรื่องจนคนขับเกวียนหลับไปต่อหน้าต่อตา "คิก คิกๆ ๆ" ปิ๊งป่องหัวเราะเอามือปิดปาก นึกถึงคำพูดว่า "พูดจนลิงหลับ" พลางนึกถึงท่าทางของลิงที่ขับวัว ที่ถูกเขาพูดกล่อมจนหลับ "คิก คิกๆๆ" ไม่นานเข้าปิ๊งป่องก็หลับคาใบหน้าเปื้อนยิ้มในที่สุด

อืม...ความสุขหาง่ายจังนะ เจ้าชาย

ปิ๊งป่องไม่รู้เส้นทาง จอร์จยิ่งไม่รู้ ส่วนลิง เอ้ย ! คนขับก็หลับไปเสียอีก เกวียนของพวกเขาเลยออกนอกเส้นทางเข้าไปยังป่าทึบข้างทาง ตามที่จอร์จอยากจะให้ไป

คนขับเกวียนสะดุ้งตื่นหลังหลับไปหลายชั่วยาม ขณะนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะหยุดนิ่ง ปิ๊งป่องที่หลับอยู่ พาหนะก็จอดนิ่งเนื่องจาก จอร์จพาทุกคนมาเล็มหญ้าในบริเวณ ที่เขียวครึ้มซึ่งมันชอบเป็นที่สุด "เราอยู่ที่ไหนกันเนี่ยจอร์จ"

มันทำหน้าฉลาดแล้วตอบว่า "จอร์จ..."

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 3 จบ

กรรไกรตัดเล็บอันน้อย คือสิ่งที่ปิ๊งป่องหยิบขึ้นมา

"อ๋อ...ข้านึกออกแล้ว ขอบคุณมากท่านพ่อ" ว่าแล้วปิ๊งป่องก็วิ่งถือกรรไกรตัดเล็บหายเข้าไปที่พุ่มไม้ข้างทาง ปล่อยให้คนขับเกวียนนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ดูเกวียนและจอร์จที่ขยับไปไหนไม่ได้อย่างหมดหวัง กระทั่งฝนเริ่มซาเม็ด...

เมื่อรู้สึกว่าปิ๊งป่องหายไปนานจนผิดสังเกต คนขับเกวียนจึงเริ่มออกตามหา ไม่นานเขาพบนายปิ๊งป่องนั่งยองๆ อยู่ในพงหญ้า

"อ้าว...อึอยู่รึ เออ เออ โทษที งั้นข้าไม่รบกวนแล้ว" คนขับเกวียนอมยิ้มละไม ก่อนจะเดินจากไป

"ช้าก่อนท่าน ! ข้าไม่ได้อุจจาระอยู่" ปิ๊งป่องลุกขึ้นยืนท่ามกลาง กอหญ้า แล้วบอกว่าเขามีวิธีเอาเกวียน ขึ้นจากหล่มแล้ว "ขอให้จงวางใจเชิญ ท่านไปพักผ่อนก่อน"แล้วปิ๊งป่องก็ย่อตัวลงนั่งยองๆ ตามเดิม

คนขับเกวียนแอบมองปิ๊งป่องที่กำลังบรรจงใช้กรรไกรตัดเล็บค่อยๆ เล็มหญ้าด้วยความตั้งใจ เขายืนมองกิริยาอันสุขุมจนเพลินกระทั่งเวลาผ่านไปนานหลายชั่วยาม ก่อนจะออก จากภวังค์แล้วกลับไปจัดการเรื่องเกวียนตกหล่มต่อ

ดินเริ่มแห้ง น้ำเริ่มซึม จอร์จ เริ่มฟื้น ล้อที่ตกหล่มก็ถูกดันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

"ท่านปิ๊งป่อง ! เกวียนขึ้นจากหล่มได้แล้ว ออกเดินทางกันต่อเถอะ"

สักพักปิ๊งป่องก็เดินกลับมาที่เกวียน คนขับเกวียนบอกเขาว่า "ขอบคุณจริงๆ ที่งานศิลปะการตกแต่งต้นไม้ใบหญ้าของเจ้าทำให้ข้าคิดได้ บางปัญหาเราก็แก้ไม่ได้ในทันที เพราะยิ่งแก้กลับทำให้ยิ่งแย่ลงไปอีก ด้วยกิริยาอันเยือกเย็นสุขุมเพื่อสยบปัญหาของเจ้า ทำให้เราผ่านปัญหานี้ไปได้"

"จริงๆ แล้ว ข้า..." ปิ๊งป่องพยายามจะบอกบางอย่าง

"ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าจะไปนั่งทำอะไรโง่ๆ เสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าจะลึกซึ้งเพียงนี้ ใช้ได้นะเจ้าหนุ่ม เอาล่ะ ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว" คนขับเกวียนเริ่มสั่งจอร์จให้เดินต่อ

...จริงๆ แล้วปิ๊งป่อง ตั้งใจจะไป ตัดหญ้าเอามาล่อให้จอร์จลากเกวียน ขึ้นจากเลนต่างหาก เพราะคิดเองว่าใช้อาหารล่อน่าจะได้ผลมากกว่าการขู่บังคับ (ใช้กรรไกรตัดเล็บไปตัดหญ้าเนี่ยนะเจ้าชาย เฮ้ออ...)

"สถานีต่อไป ! เหลียงซาน...เน็ก สะเตชั่น เหลียงซาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ปิ๊งป่องตะโกนกลบเกลื่อนความอาย n

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ปิ๊งป่องตอนที่ 3

บางมุม ที่น่ามอง - ใบพัด : คนขับเกวียนกับจอร์จ

Friday, May 09, 2003

โดยMGR ONLINE


"สถานีต่อไป ! อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ...เน็ก สะเตชั่น วิกโทรี่ โมนูเม็นต์ !"

คนขับเกวียนหยอกเย้าเพื่อนใหม่จากซัวเถาอย่างเจ้าชายปิ๊งป่อง* ด้วยความเป็นมิตรมากขึ้น หลังจากทราบว่า การที่ปิ๊งป่องพร้อมห่อผ้าคู่ใจ โผล่มาอยู่ในเกวียนเล่มนี้ได้ ก็เพราะอิทธิฤทธิ์ของเซียนเฒ่าท่านหนึ่งที่ตอบแทนการช่วยเหลือของเขาด้วยการส่งเขาไปที่ไหนบนโลกก็ได้ตามใจ ต้องการหนึ่งครั้ง เพียงแค่หลับตานึก

...คุณได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้ ว๊าบบ !...

แทนที่จะไปอยู่บนยอดเขา เหลียงซานอันเป็นจุดหมายที่คนหนุ่มมุ่งมั่นจะไปให้ถึง แต่กลับมาอยู่บนเกวียนของชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางไปสู่เหลียงซาน

...ไม่ได้เป็นความผิดพลาดในการจัดส่งของท่านเซียน แต่เป็นไปตามความต้องการที่ปิ๊งป่องนึกเองว่า หากได้ไปอยู่ในพาหนะที่จะไปสู่เขาเหลียงซานก็คงดี โดยลืมนึกไปว่าเขาว๊าบไปยังเขาเหลียงซานได้เลย ไม่ต้องนั่งเกวียนไป เฮ้ออ...(คนเขียน คิดพลางส่ายหัว)

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเกวียน คือ สิ่งที่ทั้งปิ๊งป่องและคนขับเกวียนกำลังจะจากไป พวกเขาเรียกมันว่า "บ้าน"

ส่วนสิ่งที่อยู่หน้าเกวียนก็คือ "จอร์จ" วัวที่กำลังฉุดลากเขาทั้งสองไปสู่ "จุดหมาย" ซึ่งอยู่เบื้องหน้ามันอีกทีหนึ่ง

"เจ้าอยากไปเหลียงซานด้วย เหตุผลอันใดรึ" คนขับเกวียนเอ่ยถาม

"บอกตามตรง ข้าไม่รู้ รู้แต่ว่าอยากไป" ปิ๊งป่องตอบ และคิดในใจว่าคงต้องปกปิดเรื่องการเป็นเจ้าชายต่อคนขับเกวียน เพราะกลัวเขาจะวางตัวลำบาก

"แล้วเจ้ารู้หรือว่าบนนั้นมีอะไร" ปากคนขับก็ถามไป ขณะที่มือก็ บังคับจอร์จให้หลบไปทางซ้ายเพื่อให้พ้นจากหลุมลึก

..." ปิ๊งป่องเลี่ยงตอบ ด้วยการทำเป็นไม่ได้ยินคำถาม

"คนจำนวนไม่น้อยอยากไปที่นั่น บ้างก็คิดว่าบนนั้นจะเป็นแหล่งของสุดยอดวิทยายุทธที่จะทำให้เขาก้าวสู่ การเป็นผู้นำยุทธภพได้ในที่สุด บ้างก็ว่ามีทรัพย์สมบัติมากมายอยู่ข้างบน มากพอที่จะใช้ทองคำแทนขารองตู้เชียวแหละ หรือว่าเจ้าอยากจะไปหาสาวงามข้างบนนั้น" หนุ่มใหญ่แซวหนุ่มน้อย

"ผิดแล้วล่ะท่าน" ปิ๊งป่องโต้ทันควัน "สิ่งที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดนั้น หาใช่จุดประสงค์ของข้าแม้แต่น้อย ข้าไปเพราะอยากไปก็เท่านั้น !" เจ้าชาย เริ่มฉุน คนขับเกวียนจึงเลิกเซ้าซี้

เส้นทางที่ทั้งสองกำลังประสบไม่ค่อยราบเรียบนัก บางช่วงก็เป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนถูกตัดขาดจากพายุใหญ่ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อ 2-3 วันก่อน และตอนนี้ฝนห่าใหญ่กำลังเทลงมาอีกแล้ว !

เพียงไม่กี่นาที เส้นทางที่เหมือน กับหลุมขนมครก ก็ถูกเติมเต็มด้วยน้ำฝน ผิดแต่ว่าเป็นกระทะขนมครกรสช๊อกโกแล็ตที่ดูเหมือนคนหยอดจะเจตนาให้เปียกเท่าเทียมกันไปหมด จนดูไม่ออกแล้วว่าตรงไหนหลุมตรงไหนไม่หลุม

หนีไม่พ้นหรอกครับ ขณะที่คนขับกำลังพยายามพาเกวียนเข้าหลบฝนใต้ร่มไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า ไม่ทันไรล้อขวาของเกวียนก็ลงหลุม 18 จนได้...จ๋อม!

"โธ่...ซวยจริงๆ" ชายเจ้าของเกวียนรีบกระโดดฝ่าสายฝนลงไปเข็นเกวียนให้ขึ้นจากหลุม ส่วนปิ๊งป่องจะเป็นคนบังคับจอร์จให้ลากเกวียนขึ้นมา

ฝนยังคงหนาเม็ดอยู่ และล้อเกวียนก็ยังคงอยู่ในหลุมเช่นเดิม

ยิ่งพยายามจะเข็นให้ล้อขึ้นจากหลุม มันยิ่งบั่นให้ร่องเลนลึกลงไปอีก ตอนนี้ทั้งคนทั้งวัวก็ล้ากันหมดแล้ว

"ห่อผ้าที่พ่อมอบให้ เจ้าจงเปิดเฉพาะตอนมีเหตุการณ์คับขัน อย่าได้เปิดพร่ำเพื่อ ของทุกอย่างในนี้ เป็น ของจำเป็น ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ทุกยามที่คับขัน...ขอเพียงมีสติ" คำสอนของเสด็จป๋าแว่บเข้ามาใน หัวนายปิ๊งป่อง

"นี่คงเป็นภาวะคับขันแล้วกระมัง รถติดหล่มกลางถนนใหญ่ขนาดนี้ เกิดมีรถสิบลงสิบล้อตามมา เดี๋ยวจะลำบาก" ปิ๊งป่องคิดพลางควานมือลงไปในห่อผ้า

กลุ่มคนหลอกลวงรีดไถเงิน ลิกขสิทธิ์ พร้อมวิธีป้องกันตัว ตอนที่ 9

อันนี้ มีผู้หวังดีเสริมให้ครับ ซ้ำคงไม่ว่ากัน

การล่อเล่น ไม่จำเป็นต้องเป็นตำรวจ ราษฎรก็ล่อเล่นได้ การล่อเล่นในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ถือเป็นการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ศาลจะยกฟ้อง*****
--------
การค้นในที่รโหฐาน เช่น ห้องนอน ห้องครัว ส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัย ต้องมีหมายค้น ถ้าเข้าไปยึดแผ่นเกมส์โดยไม่มีหมาย ก็เป็นการค้นที่ไม่ชอบ ทรัพย์สินที่ยึดไปไม่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ต้องห้ามตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าขึ้นศาลก็จะไม่มีพยานหลักฐานนำสืบแสดงว่าเราทำผิด (แม้เราละเมิดจริง แต่เมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเราทำผิด เพราะหลักฐานที่ยึด ได้มาจากการค้นที่ไม่ชอบ) ศาลจะยกฟ้อง
****
หลัก ตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งศาลไม่ได้ (ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 78)
ข้อยกเว้น จะจับโดยไม่มีหมายจับก็ได้ เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า และเหตุอื่นตามที่กฎหมายกำหนด (ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80)ความผิดซึ่งหน้า หมายถึง ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใด ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ (ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80)
*****
ราษฎร(หมายถึงตัวแทนบริษัทด้วย)สามารถจับความผิดซึ่งหน้าได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ แต่ต้องเป็นความผิดอาญาบางประเภทเท่านั้น (คือความผิดที่บัญญัติไว้ท้ายประมวลป.วิอาญา) เช่น ฐานปล้นทรัพย์ ฐานฆ่าคนตาย เป็นต้น แต่ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่ความผิดท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ราษฎรจึงจับไม่ได้แม้เห็นความผิดเกิดขึ้นซึ่งหน้า )

เพิ่มเติมและเครดิต จาก http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6479145/X6479145.html

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

กลุ่มคนหลอกลวงรีดไถเงิน ลิกขสิทธิ์ พร้อมวิธีป้องกันตัว ตอนที่ 8

การเอาผิดกลับ
ปัจจุบันโทษรุนแรงเพียงพอแล้วครับ เพียงแต่พวกเราไม่มีใครเอาจริงเท่านั้น
เพราะถ้ามั่วนิ่มมา เราก็สามารถเอาผิดได้ หลายข้อหา เช่น
1. ฐานบุกรุก มาตรา 362 และ 364 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำและปรับ
มาตรา 365 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ
2. ฐานแจ้งความเท็จ มาตรา 137 จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำและปรับ
มาตรา 172 จำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 174 จำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
3. ฐานเบิกความเท็จ มาตรา 177 จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นหรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ฐานฉ้อโกง มาตรา 341 จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (คือโดยทุจริต รู้อยู่ว่าตนไม่มีอำนาจจับ แต่ได้หลอกลวงว่าตนมีอำนาจเช่นว่านั้น และการหลอกลวงนี้ทำให้ได้เงินจากเราไป ก็จะผิดฐานฉ้อโกงนี้)
5. ฐานกรรโชกทรัพย์ มาตรา 337 คือถ้ามีการบังคับข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือบุคคลที่สาม จนยอมเช่นว่านั้น มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น
ถ้าการกรรโชกทำโดยขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายฯ หรือมีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปีและปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
จะผิดข้อหาใด ฐานใดต้องดูข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาและหาพยานหลักฐาน
ที่บอกว่าควรจะต้องตรวจสอบก่อนนั้นว่ามั่วมาหรือไม่---- กรณีนี้ ตัวแทนนำจับรู้ตัวมันอยู่แต่แรกแล้วว่าตัวเองมีสิทธิหรือไม่ เป็นการกระทำโดยเจตนาชัดเจน
หน้าที่ในการตรวจสอบเป็นของตำรวจ ก่อนรับแจ้งความต้องตรวจสอบเอกสารให้ละเอียดว่าผู้แจ้งมีอำนาจแจ้งหรือไม่ ใครเป็นผู้รับมอบอำนาจ ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ต้องมีเอกสารชัดเจนจึงจะรับแจ้งความได้
ถ้าตำรวจบกพร่องละเลยไม่ตรวจสอบแล้วรับแจ้งความ ถ้าปรากฏภายหลังว่าการแจ้งความไม่ถูกต้อง ไม่มีสิทธิ ไม่มีอำนาจจริง ตำรวจจะมีความผิดทั้งทางวินัยและอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157
เราสามารถเอาผิดได้ทั้งตัวแทนนำจับและตำรวจครับ ถ้าตัวแทนมั่วมา
แต่ถ้าเขามีสิทธิจริง เราก็ค่อยมาดูถึงวิธีการค้นและจับว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ถ้าวิธีการค้นและจับไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราก็สามารถเอาผิดกับพวกมันและตำรวจที่มาส่ง ได้เช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

กลุ่มคนหลอกลวงรีดไถเงิน ลิกขสิทธิ์ พร้อมวิธีป้องกันตัว ตอนที่ 7

ข้อย่อยที่ช่วยได้เบื้องต้น ยาวแต่ต้องอ่านนะครับ มันสำคัญทุกข้อครับ
1 จับกุมลิขสิทธิ์ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น ถ้ามาตอนมืด ถึงจะถูกต้องก็ไล่กลับไปได้เลย
2.หากมีคนอ้างเป็นตัวแทน ขอดูบัตรประชาชน ดูใบรับมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ดูบัตรของผู้รับมอบจะต้องมีบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าไม่ให้ดูไล่พวกมันกลับไปได้เลย
3 การล่อเล่นของหน้าม้า เป็นการร่วมกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์
4 ร้านคอมฯปฏิเสธไม่ให้ตรวจเครื่องคอมฯได้นะครับถ้ามันไม่มีหมายค้น ในส่วนของตัวร้าน(สาธารณสถาน)อยากตรวจก็ให้ตรวจไป แต่เครื่องคอมฯไม่ใช่สาธารณสถานเรามีสิทธิปฏิเสธไม่เปิดให้ตรวจสอบได้
5 ตัวแทนลิขสิทธิ์ไม่มีสิทธิ์อธิบายขั้นตอนการจับกุม กฎหมายเขียนชัดเจนให้เป็นหน้าที่ของตำรวจชุดจับกุมให้เป็นผู้จัดทำบันทึกการจับกุม ไม่มีกฎหมายให้อำนาจราษฎรทำ เป็นข้อต่อสู้ของจำเลยข้อหนึ่งได้ว่ามันมั่วนิ่มไม่รู้กฎหมายแล้วมาจับ
6 ราษฎรก็จะช่วยตำรวจจับไม่ได้แม้ตำรวจจะขอให้ช่วยจับ เพราะ ตำรวจจะขอให้ราษฎรช่วยจับได้ต้องเป็นผู้จัดการตามหมายจับเท่านั้น(เช่น โจรที่มีหมายจับ) แต่การจับละเมิดลิขสิทธิ์ในความผิดซึ่งหน้าไม่ใช่การจัดการตามหมายจับ เราจึงมีสิทธิป้องกันการจับกุมอันมิชอบด้วยกฎหมายทั้งปวงกับราษฎรที่มาช่วยจับได้ตามสมควร(ต่อสู้ป้องกันตามสมควร อย่าให้ถึงตายนะครับ แบบนั้นติดคุกฐานฆ่าคนตาย ควรใช้กระบองป้องกันตัว)ไม่มีความผิดทางอาญาใดๆ
7 การล่อเล่น ไม่จำเป็นต้องเป็นตำรวจ ราษฎรก็ล่อเล่นได้ (แต่การล่อเล่นในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ถือเป็นการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ศาลจะยกฟ้อง) เหมือนข้อ3
8 จะเป็นความผิดซึ่งหน้า ต้องดูที่ลักษณะของการกระทำ ไม่ใช่ดูที่ตัวผู้ล่อเล่นว่าเป็นตำรวจหรือไม่เป็นตำรวจ ความผิดซึ่งหน้า หมายถึง ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใด ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ (ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80)
9 ดูที่ประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญามาตรา 79 ราษฎรก็สามารถจับความผิดซึ่งหน้าได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ แต่ต้องเป็นความผิดบางประเภทเท่านั้น (คือความผิดที่บัญญัติไว้ท้ายประมวลป.วิอาญา) เช่น ฐานฆ่าคนตาย เป็นต้น แต่ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่ความผิดท้ายประมวลฯ ราษฎรจึงจับไม่ได้แม้เห็นความผิดเกิดขึ้นซึ่งหน้า
10 การละเมิดลิขสิทธิ์ต้องเกิดซึ่งหน้าตำรวจเท่านั้นเช่นนั่งไลท์แผ่นต่อหน้าต่อตาตำรวจ ตำรวจจึงจะมีอำนาจจับกุม (และต้องมีการแจ้งความแล้ว ถ้ายังไม่แจ้งความก็ไม่มีสิทธิ์จับในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์) ถ้าการละเมิดเกิดต่อหน้าตัวแทนบริษัท(หน้าม้า) แม้จะถ่ายรูปไว้ ถ้าขณะนั้นตำรวจไม่ได้เห็นด้วย(ตำรวจอยู่นอกร้าน-มาทีหลัง) ก็ไม่มีอำนาจจับกุมครับ
11 การค้นในที่รโหฐาน เช่น ส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัย ต้องมีหมายค้น ถ้าเข้าไปยึดแผ่นเโดยไม่มีหมาย ก็เป็นการค้นที่ไม่ชอบ ทรัพย์สินที่ยึดไปไม่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ต้องห้ามตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าขึ้นศาลก็จะไม่มีพยานหลักฐานนำสืบแสดงว่าเราทำผิด (แม้เราละเมิดจริง แต่เมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเราทำผิด เพราะหลักฐานที่ยึด ได้มาจากการค้นที่ไม่ชอบ) ศาลจะยกฟ้อง
12 หลัก ตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งศาลไม่ได้(ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา78) ข้อยกเว้น จะจับโดยไม่มีหมายจับก็ได้ เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า และเหตุอื่นตามที่กฎหมายกำหนด (ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80) คดีละเมิดลิขสิทธิ์ไม่มีสิทธิ์จับ
แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เช่นคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ต้องมีการแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหายหรือตัวแทนเสียก่อน ตำรวจจึงจะมีอำนาจจับ ดังนั้น ถ้ายังไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ อำนาจจับกุมก็ยังไม่เกิด แม้จะมีการละมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นต่อหน้าตำรวจ ตำรวจก็จับไม่ได้
-

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

กลุ่มคนหลอกลวงรีดไถเงิน ลิกขสิทธิ์ พร้อมวิธีป้องกันตัว ตอนที่ 6

ข้อกฎหมาย ที่ต้องรู้ครับ

ล่อซื้อ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 บัญญัติว่า ความผิดตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์เป็นความผิดอันยอมความได้
ผลทางกฎหมายคือ เจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้ตัวผู้กระทำละเมิดและรู้ถึงการละเมิด
มิฉะนั้นจะขาดอายุความร้องทุกข์
และการแจ้งความร้องทุกข์จะต้องกระทำโดยผู้เสียหาย หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายจะต้องเป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย"
แต่หากผู้เสียหายเป็นผู้มีส่วนร่วม หรือก่อให้เกิดการกระทำความผิดขึ้น ก็ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ 4301/2543 การที่จำเลยกระทำความผิดโดยทำซ้ำบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในแผ่นบันทึกข้อมูลถาวรของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่ส. ตามที่ส.ได้ ล่อซื้อ นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากการล่อซื้อของส. ซึ่งได้รับการจ้างให้ล่อซื้อจากโจทก์ เท่ากับโจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิดขึ้น โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้
เพราะฉะนั้น การล่อซื้อและการส่งหน้าม้ามาลงเพลงในคอมพิวเตอร์/การล่อเล่นในกรณีเกมส์เพลย์ จึงเป็นกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกานี้ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

ดูดวงปี 2553 ปีกุน

ท่านที่เกิดปีกุนรอบอายุ 75 ปี (พ.ศ.2478)
และรอบอายุ 15 ปี (พ.ศ.2538)

ดวงชะตาโดยรวม

เนื่องด้วยดาวพระเคราะห์ที่โคจรส่งผลต่อเจ้าชะตาในปีนี้ เป็นดาวมงคล ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของเกียรติยศและยศถาบรรดาศักดิ์ ปีนี้ท่านจะมีช่วงชีวิตที่ราบรื่น ชีวิตความเป็นอยู่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี คิดอ่านจะทำอะไรก็จะมีผู้อุปถัมภ์ช่วยเหลือ กิจการงานต่างๆ ที่มี ควรวางมือ แล้วส่งให้กับบุตรหลานดำเนินการต่อ ส่วนตัวท่านเองควรหาความสุขใส่ตัว โดยการทำกิจกรรมที่ชอบ ไปสังสรร ไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงบ้าง

และเนื่องจากในชะตามีดาวไม่เป็นมงคล มาเพ่งเล็งรังควานร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นในปีนี้ต้องระวังปัญหาด้านสุขภาพและเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเป็นเหตุ ให้เลือดตกยางออก อีกทั้งในครอบครัวมีเกณฑ์จะไว้ทุกข์ ต้นปีท่านควรหาเวลาไปไหว้พระ ทำบุญ สะเดาะห์เคราะห์ เพื่อให้แคล้วคลาดจากเรื่องร้ายและพลังปะทะชงให้เบาบาง อย่าเจ็บไข้และในครอบครัวมีความร่มเย็นเป็นสุข

สำหรับเจ้าชะตาวัยรุ่นรอบอายุ 15 ปี ดาวพระเคราะห์ที่โคจรเข้าสู่เรือนชะตาท่านในปีนี้เป็นดาวมงคล การศึกษาเล่าเรียนปีนี้โดยภาพรวม อยู่ในเกณฑ์ดีมีความก้าวหน้า แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การคบเพื่อนซึ่งอาจถูกชักชวนให้รวมกลุ่มทำกิจกรรมนอกลู่นอกทาง และนำไปสู่ความเดือดร้อนทำลายอนาคตตัวเอง ดังนั้น จึงขอให้ท่านใช้สติพิจารณาให้ดี

ท่านที่เกิดปีกุนรอบอายุ 63 ปี (พ.ศ.2490)
และรอบอายุ 3 ปี (พ.ศ.2550)


ดวงชะตาโดยรวม

สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 63 ปี เนื่องจากมีดาวพระเคราะห์ไม่เป็นมงคลโคจรเข้าสู่เรือนชะตา ประกอบกับปีเกิด ของท่านนับเป็นปีชงในปี 2553 นี้ ...จึงจะมีเรื่องราวขัดแย้ง และเสียทรัพย์ในครอบครัว ในขณะเดียวกันก็ยังโชคดีที่ในเรือนชะตามีดาวมงคลอีกดวงให้การช่วยเหลือใน เรื่องที่ท่านดำเนินการอยู่ จึงทำให้ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น และจะได้รับการสนับสนุนจากผู้คนรอบข้าง ด้วยดี

อย่างไรก็ดี ในปีนี้ท่านควรหมั่นทำบุญสร้างกุศล และไหว้พระสะเดาะเคราะห์ต่อดวงชะตา ให้ช่วยคุ้มครองบรรเทาเคราะห์ภัย เพราะมีสิ่งสำคัญที่ควรระวังคือ ปัญหาด้านสุขภาพ ให้ระวังโรคความดันโลหิตสูง และโรคซ่อนเร้นอื่นๆ ปีนี้ ท่านควรหมั่นสังเกตความผิดปกติในร่างกาย และรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพอยู่เสมอ จะช่วยให้เรื่องหนักผ่อนเป็นเบา

สำหรับเด็กอายุ 3 ปี ภาพรวมดวงชะตาของเด็กในวัยนี้ไม่มีปัญหาร้ายแรง มีเพียงต้องระวังเรื่องอาหารการกิน เรื่องความสะอาดสำคัญมาก มิฉะนั้นจะเป็นพิษก่อให้เกิดโรคภัย รวมถึงการติดเชื้อตามฤดูกาล การวิ่งเล่นซุกซนเป็นธรรมชาติของเด็กฉลาด แต่ระวังอุบัติเหตุการหกล้มได้รับบาดเจ็บ


ท่านที่เกิดปีกุนรอบอายุ 51 ปี (พ.ศ.2502)

ดวงชะตาโดยรวม

สำหรับเจ้าชะตารอบอายุนี้ ถึงแม้ปีเกิดของท่านจะสมพงษ์กับราศีขาล แต่เนื่องจากเป็นการถูกชะตากันเพียงครึ่งเดียวอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นพลัง ร้าย ดังนั้น ท่านที่เกิดปีกุนจึงถูกจัดให้เป็นอีกหนึ่งราศีปีชง ปีนี้แม้ในเรือนชะตาของท่านจะมีดาวร้ายหลายดวงเพ่งเล็งอยู่ แต่ก็มีดาวมงคลฉายแสงเปล่งประกายให้การช่วยเหลือ ดังนั้นเกณฑ์ชะตานับว่าจะประสบเรื่องดีและร้ายคละเคล้าอย่างละครึ่ง

สำหรับทิศทางหน้าที่การงาน และธุรกิจการค้าจะมีความก้าวหน้า แต่ท่านก็ต้องไม่ประมาทชะล่าใจ หมั่นวิเคราะห์ตรวจสอบหาจุดอ่อนข้อบกพร่องในงาน เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ดีและทันความเปลี่ยนแปลงเสมอ นอกจากนี้ ท่านควรมีเป้าหมายของงานที่ชัดเจนและเตรียมความพร้อมวางแผนการดำเนินงานให้ ดีเพื่อการทำงานที่ราบรื่นตลอดทั้งปีด้วย

มีสิ่งที่ควรเอาใจใส่เป็นพิเศษในปีนี้คือ เหตุการณ์ที่ไม่คาดหมาย โดยเฉพาะความปลอดภัยและสุขภาพของสมาชิกในบ้าน เพราะในปีชงจะมีโอกาสพลิกไปพลิกมา ดังนั้น ทุกกิจกรรมจึงควรจะรอบคอบไว้ก่อนเป็นดี หากในบ้านท่านปีนี้มีงานมงคลจะช่วยให้สิ่งอัปมงคลทุเลาเบาบางลง แต่หากไม่มีงานมงคล ก็ขอให้ท่านเพิ่มความระมัดระวังอย่าประมาทเป็นอันขาด ต้นปีท่านควรจะหาเวลาไปทำบุญไหว้พระขอพรให้ชีวิตมีความสุขสมปรารถนาในสิ่ง ที่ตั้งหวัง

ท่านที่เกิดปีกุนรอบอายุ 39 ปี (พ.ศ.2514)


ดวงชะตะโดยรวม

สำหรับท่านที่เกิดปีกุนรอบอายุนี้ เนื่องจากปีเกิดของท่านได้รับพลังปะทะชงส่วนหนึ่งจากปีขาล พ.ศ.2553 จึงปรากฏความไม่ราบรื่นต่างๆ มาเยือนประตูบ้าน โชคลาภการเงินจะมีเหตุให้รั่วไหลสูญเสียในเรื่องที่ไม่จำเป็นอยู่บ่อยครั้ง การงานการค้าจะมีอุปสรรคทำให้ปวดหัวโดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกที่ท่านจะดำเนิน การงานใดก็มักมีเหตุมาแทรกแซงบั่นทอนให้ก้าวหน้าได้ช้า ทั้งอุปสรรคเรื่องบุคคลและเงินทุน และท่านมีเกณฑ์จะได้รับผิดชอบในหน้าที่ใหม่ๆหรือโครงการใหม่ๆ เพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ทำให้ต้องเหน็ดเหนื่อย ฝ่าฟันกับหน้าที่ที่รับผิดชอบหนักหนาเอาการ จะหาคนช่วยเหลือก็ลำบาก ส่วนการเข้าหุ้น และการลงทุนในด้านต่างๆ ปีนี้พอกระทำได้ แต่ต้องใช้ความสุขุมรอบคอบให้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เงินทุนมาก อย่าละเลยในจุดเล็กน้อย หากประมาทมีโอกาสเจ็บตัวสูง

การดำเนินธุรกิจการค้าในปีนี้ยังไปได้เรื่อยๆ และจะเริ่มเห็นผลช่วงครึ่งปีหลัง สิ่งที่ต้องเอาใจใส่ในปีนี้คือสุขภาพของผู้สูงอายุในบ้านที่จะเจ็บไข้ได้ ป่วย ทำให้เสียทรัพย์กับค่ารักษาพยาบาล และต้องระวังจะเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถีงในบ้านที่ทำให้เดือดร้อนวุ่นวาย

ด้านความรักในปีนี้มีเกณฑ์ร้าวฉาน ต้องช่วยกันประคับประคอง หมั่นถนอมน้ำใจกันให้ดี จะทำอะไรใช้สติ และความรอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย



ท่านที่เกิดปีกุนรอบอายุ 27 ปี (พ.ศ.2526)


ดวงชะตาโดยรวม

สำหรับท่านที่เกิดปีกุนรอบอายุ 27 ปี ในปีนี้แม้ท่านจะมีดาวอัปมงคลเพ่งเล็งดวงชะตา ทำให้ขัดขวางความราบรื่นก้าวหน้าของหน้าที่การงานและธุรกิจการค้า อีกทั้งยังมีผู้ไม่หวังดีคอยสร้างความวุ่นวาย แต่เนื่องจากในเรือนชะตามีดาวมงคลสองสามดวงคอยให้ความช่วยเหลือ จึงส่งผลดีสำหรับท่าน เจ้าชะตามีโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรือขยับขยายที่ เปลี่ยนแปลงหน้าที่รับผิดชอบ หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ดังนั้น ท่านควรเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ปีนี้ควรสร้างผลงานให้ผู้บังคับบัญชาเห็น จะนำความก้าวหน้ามาให้ในอนาคต ประกอบกับการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบข้าง ก็จะช่วยเป็นแรงเสริมผลักดันท่านให้ก้าวไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่โต หรืออาจจะก้าวไปดำเนินธุรกิจการค้าของตัวเอง ขอเพียงให้ขยัน อดทน และมีความมุ่งมั่น ก็จะพบความสำเร็จอยู่ข้างหน้า

ปีนี้ การเริ่มต้นงานใหม่หรือการลงทุนต่างๆ ภายนอก จะมีผลตอบแทนที่ใช้ได้ และถือเป็นโอกาสเหมาะสำหรับท่านที่จะเริ่มต้น แต่ทุกอย่างก็ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ มีแผนการล่วงหน้า เพื่อจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

เครดิต http://forum.siam55.com/data/16/00371.html

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

กลุ่มคนหลอกลวงรีดไถเงิน ลิกขสิทธิ์ พร้อมวิธีป้องกันตัว ตอนที่ 5

การไถเงินตลาดนัด
อันนี้เลวสุดๆเล่นงานคนจน วิธีการมีดังนี้
1 โจรจะเดินดูและจดรายการของที่มีลิขสิทธิ์ที่มีในตลาดนัด เช่นนาฬิกา เสื้อผ้า ตุ๊กตา กระเป๋า ผ้าเช็ดหน้าปลอกหมอนผ้าเช็ดตัวที่มีลายอุลตร้าแมน โดราเอม่อน
2 เมื่อได้รายการจะไปขอเป็นตัวแทนจากบริษัทที่เป็นเจ้าของจริง แล้วก็เข้าจับแบบเดิม
3 ส่วนใหญ่ 99% จะของปลอม เข้าจับแบบข่มขู่ เรียกเงิน 50000 บาท ต่อรอง 10000 มันก็รีบเอาแล้วเผ่นหนี
******** วิธีแก้ไขเบื้องต้น
- โวยวายด่าแหลกแบบแม่ค้า โมโหเก็บของกลับบ้านไม่ต้องสนใจใคร
- 99% ของปลอม เล่นบทโหดใส่ รีบกลับบ้าน ไม่มีใครทำอะไรคุณได้ครับ ย้ำว่าลิขสิทธิ์ของแท้ ไม่มาจับแม้ค้าแบบนี้หรอกครับ
- หากมีลิขสิทธิ์ของจริง หากหน้าด้านมาจับ คุณก็ยอมเค้าไป เพราะคุณผิดจริง ยอมโดนจับแล้วขึ้นศาลนะครับ อย่าจ่ายเองเด็ดขาดให้ศาลสั่งเท่านั้น คุณจะโดนปรับจริงๆไม่เกิน 2000 บาท
- ศาลจะให้จ่ายตามความเสียหายจริงครับ เช่น ปลอกหมอน 150 บาท10ผืน ของคุณทำความเสียหาย 1500 บาท ศาลก็จะสั่งปรับแค่นั้น ไม่มีในโลกครับที่ปรับ 50000 บาท
ทั้งหมดนี้ที่เรียกว่าของปลอมถึงแม้บางคนจะเป็นตัวแทนจริงๆ ก็เพราะ วิธีการเข้าจับของพวกมัน ผิดกฎหมายครับ
ธุรกิจนี้ผลตอบแทนมหาศาลครับ เพราะเจ้าหน้าที่ร่วมด้วย ปราบยากครับ
อันนี้คือลิ๊งค์ รายชื่อตัวแทนผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของแท้ครับ
http://www.ipthailand.org/dip/index.php?option=com_docman&task=cat_view&gid=239&Itemid=536&mosmsg=%A4%D8%B3%BE%C2%D2%C2%D2%C1%E0%BE%D7%E8%CD%E0%A2%E9%D2%B6%D6%A7+%A8%D2%A1%A1%D2%C3%B7%D5%E8%E2%B4%E0%C1%B9%E4%C1%E8%B6%D9%A1%E3%CB%E9%CA%D4%B7%B8%D4.+%28www.google.co.th%29
เว็บของกรมทรัพย์สินทางปัญญาครับ ก็อบปี้ต่อกันดีๆนะครับ ไม่งั้นเข้าเว็บไม่ได้

ปล.ผมไม่ได้มาสอนให้คนโกงนะครับ หากเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จริง จับตามขั้นตอนกฎหมายจริง เรียกเงินตามจริง --ผมสนับสนุนครับ
แต่การเรียกเงินตามศาลสั่งนั้น ของแท้จะรู้ว่าถ้าจับแบบรังแกชาวบ้านจะได้เงินน้อยอาจจะแค่ 2000บาท ดังนั้นของแท้จะจับโรงงานปั้มแผ่น หรือโรงงานผลิตครับ
ของแท้ สังเกตุง่ายๆครับ ส่วนใหญ่จะมี2แบบ จะไปกับตำรวจกอบปราบครับ และจะไปกับตำรวจเศรษฐกิจ ครับ